ตลาดชูกำลัง
ซัดกันมันหยด
Instance Win อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกกับการทำตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง เพราะถ้าย้อนหลังไปกว่า 40 ปีที่แล้ว Instance Win ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำโปรโมชั่นที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำตลาดผงซักฟอกโดยแฟ้บ ซึ่งใช้ในรูปของการใส่สร้อยคอทองคำเข้าไปในกล่อง ซึ่งในครั้งนั้นทำให้เกิดพฤติกรรมซื้อแฟ้บกักตุนไว้เป็นจำนวนมาก เพื่อลุ้นหาทองที่อยู่ในกล่อง
จนถึงขนาดต้องซื้อถังพลาสติกแบบมีฝากปิด เพื่อซื้อแฟ้บมาเทใส่ถัง เพื่อลุ้นหาเอาทองในกล่องผงซักฟอกที่ตัวเองซื้อมา
แต่ Instance Win ที่ถูกนำมาใช้แพร่หลาย และเป็นตัวจุดกระแสของกลยุทธ์นี้น่าจะมาจากการนำมาเป็นเครื่องมือทางการตลาดอย่างหนึ่งของเครื่องดื่มชูกำลัง จนกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดสำคัญที่แทบจะขาดไม่ได้ในการทำตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในช่วงทศวรรษที่ 80
ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดทั้งกระทิงแดง และบรรดาแบรนด์ต่างๆ ในเครือของโอสถสภา ต่างก็ระดมเครื่องมือทางการตลาดตัวนี้มาใช้กันอย่างเต็มที่จนกลายเป็นการสร้างพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคในตลาดชูกำลัง ที่จะตัดสินใจซื้อแบรนด์ไหนนั้นต้องขึ้นอยู่กับข้อเสนอของรายการโปรโมชั่นที่ทำผ่าน Instance Win ด้วย
ย้อนหลังไปในยุคเริ่มแรกของตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของบ้านเรา กระทิงแดง เข้ามาครองความเป็นผู้นำได้ด้วยการเป็นรายแรกที่เข้ามาจับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ใช้แรงงานโดยตรง โดยมีสโลแกนที่บอกถึง Benefit ของตัวสินค้าที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายจริงๆ นั่นคือ “กระทิงแดง ซู่ซ่าๆ” กลยุทธ์ที่กระทิงแดงนำมาใช้ นอกจากการสื่อสารการตลาดที่พุ่งตรงเข้าหากลุ่มเป้าหมายแล้ว กระทิงแดงยังมีการใช้โปรโมชั่นในรูปของ Instance Win มาเป็นสูตรสำเร็จในการทำตลาดด้วย
โอสถสภาที่เคยครองแชมป์ตลาดนี้ด้วยแบรนด์ ลิโพวิตัน - ดี ทวงตำแหน่งแชมป์คืน ด้วยการวางกลยุทธ์ Multi Brand มารุมอัดกระทิงแดง แบรนด์ เอ็ม 100 และเอ็ม 150 คือตัวหลักที่ชนกับกระทิงแดงโดยตรง ขณะที่ฉลามจะเป็น Fighting Brand ที่ออกมาประกบอีกชั้นหนึ่งก่อนที่จะมีการลอนช์ .357 มาเป็น Fighting Brand อีกตัว
สงคราม Instance Win ที่เล่นกันหนักจะอยู่ในช่วงของต้นทศวรรษที่ 80 หรือประมาณกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 2 ค่ายพยายามสร้างสรรค์รูปแบบของรายการส่งเสริมการขายของตัวเองอย่างเต็มที่เพื่อสร้างแรงดึงดูดผู้บริโภคมาสู่การตัดสินใจซื้อ จนกลายเป็นการสร้างพฤติกรรมความเคยชินในการซื้อของผู้บริโภค