“โพลาริส”
เจนเนอริก เนม รายแรกในตลาดน้ำดื่ม
โพลาริสคือ กรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้....
ย้อนไปเมื่อราว 40 ปีที่แล้ว น้ำดื่มแบรนด์นี้ถือว่าเป็นเบอร์ 1 ที่ยืนยงในตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดของบ้านเรา ไม่เพียงเท่านั้น โพลาริส ยังเป็นเจนเนอริก เนม ที่ถูกใช้เรียกสินค้าประเภทน้ำดื่มในช่วงนั้น ที่หากใครอยากดื่มน้ำดื่มบรรจุขวดไม่ว่ายี่ห้ออะไร มักจะบอกคนขายว่าขอ “โพลาริส” เสมอ
หน้าที่ของโพลาริสในช่วงเวลานั้น จึงแทบไม่ต้องจะแข่งขันกับน้ำดื่มแบรนด์อื่นๆ เท่าไรนัก เพียงแต่ต้องทำหน้าที่ในการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยจากการดื่มน้ำประปามาสู่น้ำดื่มบรรจุขวด พร้อมกับการเข้าไปแชร์พื้นที่ของน้ำดื่มขวดขุ่นที่เป็นแบรนด์ในแต่ละท้องถิ่น
ทุกอย่างเหมือนกับปูทางไว้ให้โพลาริสเติบโตแบบยาวๆ แต่เอาเข้าจริง เมื่อต้องเจอปัญหาหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของการเงิน ประกอบกับในช่วงหลังๆ ของโพลาริสต้องเจอกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะกับการเข้ามาเล่นในตลาดนี้ของยักษ์ใหญ่อย่างสิงห์ที่ส่งน้ำดื่มสิงห์เข้ามาแข่งขันด้วยพลังทางการตลาดที่มากมาย
สิงห์มีข้อได้เปรียบในเรื่องของการมีโปรดักต์หลากหลายประเภท ทั้งเบียร์ และโซดา ซึ่งโปรดักต์ที่มีอยู่เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะช่วยกันดึงให้น้ำดื่มสิงห์เข้ามาแจ้งเกิด
จำได้ว่า ครั้งหนึ่งโพลาริส พยายามสู้ด้วยการขยายไลน์โปรดักต์ไปออกผลิตภัณฑ์โซดา เพื่อลดข้อเสียเปรียบในเรื่องของตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ ครั้งนั้น โซดาโพลาริสหยิบเอาจุดขายเดียวกับโซดาสิงห์ นั่นคือการขายความซ่าที่ยาวนาน ซึ่งเรื่องของความซ่านี้กลายเป็นเบเนฟิตหลักของสินค้าประเภทโซดาจากอดีตจึงถึงปัจจุบัน
หนังโฆษณาของโซดาโพลาริสทำออกมาได้ค่อนข้างดี โดยใช้การเดินของเต่าที่มีโซดาโพลาริสเป็นตัวเดินเรื่อง ซึ่งเต่าเดินเชื่องช้ากว่าจะถึงจุดหมาย แต่โซดาโพลาริสก็ยังคงความซ่า เรียกได้ว่า ซ่านาน หนังโฆษณาชุดนั้นเป็นที่ฮือฮาในช่วงกว่า 30 ปีที่แล้ว ด้วยครีเอทีฟไอเดียที่ขายสินค้าได้อย่างน่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจอกับปัญหารุมเร้า ทำให้แบรนด์โพลาริสเริ่มสะดุด และหายไปจากตลาดในที่สุด จนมีข่าวว่าจะกลับมาสู่ตลาดอีกครั้งในช่วง 2 – 3 ปีที่แล้ว
การกลับมาครั้งนี้ โพลาริสมีการปรับในหลายจุด โดยเฉพาะระบบการผลิตที่ทันสมัย รวมทั้งการปรับในเรื่องของแพ็กเกจให้เป็นแบบขวด PET เพื่อช่วยลดต้นทุนในการขนส่ง ซึ่งแพ็กเกจจิ้ง และการขนส่งถือเป็นต้นทุนลำดับต้นๆ ของการทำตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดเลยก็ว่าได้
นอกจากนี้ยังมองถึงการออกไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อลดต้นทุนในการขนส่งกระจายสินค้า โดยมีงบไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาทในการลงทุนเป็นสเตปๆ ไป เงิน 3,000 ล้านที่ควักออกมา จะมีทั้งที่ปรับปรุงโรงงานเก่า และสร้างโรงงานใหม่อีก 2 แห่ง ทำให้โพลาริสมีโรงงานผลิต 5 แห่ง กระจายอยู่ในพระนครศรีอยุธยา สมุทรสาคร เชียงใหม่ นครราชสีมา และหาดใหญ่ มีกำลังผลิตต่อโรงประมาณ 36,000 ขวดต่อชั่วโมง
ในแง่ของการขายนั้น จะเริ่มจาก การกระจายสินค้าเข้าเชนโมเดิร์นเทรดก่อน และจะตามมาด้วยร้านค้าดั้งเดิม แน่นอนว่ากลยุทธ์ในเรื่องของแพ็กไซส์ที่เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการทำตลาดน้ำดื่มนั้น จะมีความหลากหลายไม่แพ้คู่แข่งขัน มีไซส์ซิ่งตั้งแต่ 350 มล. 600 มล. 1,500 มล. และขนาด 6 ลิตรที่จะออกเร็ว ๆ นี้
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีแผนจะรุกช่องทางส่งถึงบ้านในปีหน้า โดยนำเครื่องมือ-ระบบใหม่เข้ามาใช้ในรูปแบบตู้เวนดิ้งแมชชีนเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง ค่าจ้างพนักงานและคาดว่าจะทำราคาให้ถูกกว่าคู่แข่งได้เกือบ 40% เช่น ขนาด 18 ลิตร แบรนด์อื่นขายในราคา 70-75 บาท โพลาริสจะตั้งราคาขายเพียง 45 บาท
หลังจากนอนหลับไปนาน เจ้าหญิงโพลาริส ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น แต่ยังไม่มีการแต่งหน้าทาปาก ให้ดูสวยงาม นั่นคือยังไม่มีการสื่อสารแบรนด์ออกมาเท่าไรนัก หลังจากนี้จะมีการทำแคมเปญโฆษณาถึงการกลับมาสู่ตลาดอีกครั้งของโพลาริส
เจ้าหญิงนอนแน่นิ่งไปนาน เมื่อตื่นมาอีกครั้ง ภาพของตลาดที่คุ้นชิน จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะการกลับมาครั้งนี้ มาในฐานะผู้ท้าชิงที่มียักษ์ใหญ่ยืนขวางหน้าทั้งน้ำดื่มสิงห์ คริสตัล และเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ที่ต่างก็มีฐานที่มั่น และจุดแข็งของตัวเอง ยากที่จะโค่นล้มลงได้......