จากที่ช่วง 2.0 ลูกค้าจะสามารถ Interact ได้ในระดับหนึ่งผ่านการทำ CRM แต่ 3.0 จะต้องเน้นการทำตลาดที่เหนือการทำตลาดทั่วไป คือจะต้องเป็นการทำตลาดที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ต้องเพิ่มในเรื่องของ CSR เข้าไปด้วย ทำให้มีผู้นำแนวคิดนี้ไปเขียนเรื่อง White Ocean Strategy เพิ่มเข้ามา คือ เน้นเรื่องการทำตลาดที่รับผิดชอบต่อสังคมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะปัจจุบันเรามีปัญหาในเรื่องของสิ่งแวดล้อมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่เชื่อว่าในทางปฏิบัติไม่มีใครที่สามารถทำเรื่องของ White Ocean ได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะประกาศว่าเป็นองค์กรที่รักษาสภาพแวดล้อมก็ตาม ก็ต้องมีกระบวนการหนึ่งที่เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม หรือบางธุรกิจที่มีการไปเรียกผลประโยชน์กับซัพพลายเออร์ ขณะที่อีกภาพหนึ่งแสดงการเป็นผู้ตอบแทนคืนสู่สังคม ซึ่งบางองค์กรอาจมีผลประโยชน์แอบแฝงเป็น Hidden Agenda”
อย่างไรก็ตาม เมื่อเราทำ CRM มาถึงจุดๆ หนึ่ง การโฟกัสแค่เพียงลูกค้าอย่างเดียวไม่พอแล้ว เพราะการที่เราจะให้ลูกค้าได้ผลประโยชน์เต็มที่ เราต้องมีการเจรจากับคู่ค้าเพื่อให้ได้ผลประโยชน์เต็มที่เช่นกัน จึงจะสามารถตอบสนองในเรื่องนี้ได้ จึงเป็นที่มาของ Business Relationship Management เราต้องสร้างความสัมพันธ์กับ Stakeholder อื่นๆ ด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องของลูกค้าอย่างเดียว แต่เมื่อเราจะไปโฟกัส CRM เราจะมุ่งไปในส่วนของการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นสำคัญ เพื่อหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้ามาพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ในช่วงเวลาที่โลกการตลาดเข้าสู่การตลาด 3.0 นอกจากรีเลชั่นระหว่างลูกค้าและคู่ค้าแล้ว ยังต้องมองในมิติของสังคมด้วย ทำให้เกิดศัพท์ใหม่ BRM ซึ่งมีความหมายคือ Business Relationship Management ที่ต้องมีภาพกว้างกว่าเดิม มากกว่าแค่ CRM ที่มุ่งแค่ลูกค้า แต่ต้องมุ่งไปทั้งคู่ค้า ซัพพลายเออร์ และต้องสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน สร้างความสัมพันธ์กับชุมชน เพื่อให้มั่นใจว่าเราไม่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อม ต้องสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาล เพื่อแสดงความเป็น Good Citizen ดังนั้น BRM จึงกลายเป็นภาพใหญ่โดยมี CRM เป็นซับเซตหรือเป็นกิ่งก้านหนึ่งของ BRM ซึ่งต่อไปอาจจะมี Supplier Relationship Management เป็นอีกหนึ่งแขนง หรืออาจจะมี NGO Relationship Management, Community Relationship Management แม้แต่ Government Relationship Management เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการต่อยอดไปสู่การสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนตลอดทั้งซัพพลายเชนของสินค้าหรือแบรนด์นั้นๆ
ตัวอย่างหนึ่งในเรื่องของ BRM ที่ยกมา แต่เป็นส่วนของแบรนด์ รีเลชั่นชิพ คือ สตาร์บัคส์ ซึ่งไม่ได้มุ่งในเรื่องของการตอบสนองความต้องการเท่านั้น แต่สามารถสร้างให้เกิดความผูกพัน หรือ Engagement จนกระทั่งลูกค้าเกิดความผูกพันกับตัวแบรนด์ ถึงจุดหนึ่งที่ทำให้ลูกค้ายอมเสียเงินเพื่อซื้อกาแฟราคาแก้วละมากกว่า 3 เหรียญ
ขณะที่ในประเทศไทยขาย 120 บาท เทียบกับร้านค้าทั่วไปขายแก้วละไม่กี่บาท แต่คนก็ยังเต็มใจที่จะไปเข้าแถวต่อคิวซื้อ บางสาขาต่อแถวยาวเหยียดเพื่อต่อคิวซื้อ
เช่นเดียวกับเชนร้านกาแฟแบรนด์อื่นๆ ก็มีแต่การตอบรับหรือสร้างความภาคภูมิใจในแบรนด์ที่แตกต่างกัน สะท้อนว่า สตาร์บัคส์สามารถสร้าง BRM หรือ Brand Relationship Management ได้สำเร็จ จนทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกชื่นชอบในแบรนด์ และยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาแพงเพื่อซื้อสินค้านั้น เช่นเดียวกับ แอปเปิ้ล ไอโฟน ที่มีราคาแพงกว่าแบรนด์อื่นๆ แต่คนก็ยังยินดีที่จะซื้อ