“ยิ่งองค์กรมีขนาดใหญ่มากขึ้นเท่าไหร่ ย่อมมีความยากในการบริหารจัดการความขัดแย้งมากขึ้นเท่านั้น และความขัดแย้งนี้เองที่เป็นตัวฉุดดึงอินโนเวชั่น กำลังใจ และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ของพนักงาน 2-3 ปีที่ผ่านมาเราจึงเอาพนักงานเป็นตัวตั้งมากกว่าเอาผลประกอบการเป็นตัวตั้ง เพราะเราอยากให้พนักงานตื่นเช้ามาแล้วอยากมาทำงาน ดังนั้นนโยบายหลักของเราจึงเริ่มขับเคลื่อนจากบุคลากร โดยนำทฤษฎี Outward Mindset มาประยุกต์ใช้ในองค์กร”
คุณอนุพงษ์ อธิบายว่า Outward Mindset เป็นหลักการง่ายๆ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา แต่จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่เอาใจเขามาดูด้วยตาตัวเอง ยิ่งสร้างความขัดแย้งตลอด ดังนั้นเวลาทำ Outward Mindset จึงต้องมองคนหนึ่งคนว่าเขามีความต้องการอะไร หรือมีวัตถุประสงค์ในการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าเขามีปัญหาอะไร และเผชิญกับอะไรอยู่
“เรามีเป้าหมายหลักที่จะทำให้พนักงานในองค์กรทุกคนทำงานอย่างมีความสุข เราเริ่มสอนวิธีมอง Outward Mindset ให้กับคนในองค์กร ซึ่งเริ่มจากตัวผมเองเป็นคนแรก เราต้องมีความสุขก่อน และมีวิธีคิดเอาใจเขามาใส่ใจเราอย่างแท้จริง เวลาทำงานแล้วมีปัญหากัน ก็มาหาต้นเหตุว่าเกิดจากอะไร หรือมีเหตุผลอะไรซ่อนเร้นอยู่ หาทางมองมุมใหม่ซึ่งกันและกัน จากนั้นก็จะถูกถ่ายทอดลงไปสู่ผู้บริหารระดับสูง และหัวหน้าแผนกต่อไป สิ่งที่ต้องทำคือ คุยเยอะๆ เพื่อให้เขาเล่าให้ฟัง เราเริ่มนำวิธีนี้มาใช้ในองค์กร จากนั้นเราก็เพิ่มหลักการบริหารอีกข้อให้กับคนของเราเพื่อที่การตัดสินใจทุกอย่างในองค์กรจะไม่ได้ Center อยู่ที่ผมคนเดียวทั้งหมด เราปรับโครงสร้างองค์กรให้ทุกหน่วยงาน ทั้งทีมพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม มีอิสระในการบริหารงานแบบ ‘ดิอินดีเพ็นเดนต์ ลีดเดอร์’ (Independence Responsible Leader) ซึ่งหมายถึงทุกส่วนงานพัฒนาธุรกิจมีอำนาจในการตัดสินใจในการดำเนินงานด้วยตนเอง โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไปตอบโจทย์คำว่าคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของลูกค้าอันเป็นกลยุทธ์ที่องค์กรตั้งไว้”
นอกจากความตั้งใจที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าแล้ว เอพี ไทยแลนด์ ยังมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆ ของเมืองไทยที่ตอบโจทย์ความต้องการในทุกช่วงชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์และครบวงจรที่สุด ก้าวต่อไปเอพี ไทยแลนด์ จึงไม่หยุดอยู่เพียงภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่จะเป็นรายแรกที่มุ่งริเริ่มสร้างสรรค์โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี อีกทั้งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยเปิดตัว 3 ธุรกิจใหม่ ได้แก่ VAARI ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต CLAYMORE ดำเนินธุรกิจสร้างและผลักดันนวัตกรรมดีไซน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบ และ SEAC เป็นศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน ดำเนินธุรกิจการศึกษาในการ Disrupt วิธีการเรียนรู้ของคนในองค์กรและคนในสังคมด้วยกระบวนการใหม่ๆ
คุณอนุพงษ์ กล่าวว่า หนทางในการไปถึงวิสัยทัศน์ในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น มีความท้าทายหลัก 3 ประการที่บริษัทจะต้องตระหนัก ต้องบริหารจัดการ และเตรียมการทุกอย่างให้พร้อมในการนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างคุณภาพชีวิตให้กับลูกค้า รู้จักและพัฒนานวัตกรรมให้สอดคล้องและตอบรับกับความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบ รวมถึงพัฒนาความรู้ความสามารถของคนในองค์กรและคนในสังคมให้ก้าวทัน Disruption ดังนั้นการขยายองค์กรสู่ 3 ธุรกิจใหม่จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์และเติมเต็มให้วิสัยทัศน์การมอบคุณภาพชีวิตแก่คนในสังคมให้สำเร็จลุล่วง อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเอพี ไทยแลนด์แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
“จากนี้ไปเราคงจะเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในการสร้างคุณภาพชีวิตลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งคุณภาพชีวิตของลูกค้าแต่ละช่วงชีวิตก็ไม่เหมือนกัน เราก็ต้องสร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มไปเรื่อยๆ นี่คือสัญญาของเรา”