ศุภชัย จุนเกียรติ ผู้อำนวยการสายงานการตลาด Global กลุ่มธุรกิจ TCP เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า แม้ว่าภาพรวมของตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มในปีที่ผ่านมาไม่ค่อยครึกครื้นมากนัก แต่ “เรดดี้” กลับเป็นแบรนด์เครื่องดื่มให้พลังงานระดับพรีเมียมเพียงรายเดียวที่ยังคงมียอดขายเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี และ มียอดขายในปี 2561 โตสวนกระแส คือ 960 ล้านบาท สูงขึ้นจากยอดขายปี 2560 ถึง 15% ในขณะที่มูลค่าตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานระดับพรีเมียมโตขึ้นเพียง 10% โดยปัจจุบัน เรดดี้มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 62% จากมูลค่าตลาดรวมประมาณ 1,600 ล้านบาท จากจุดนี้ ทำให้เราเล็งเห็นถึงศักยภาพของเรดดี้ ที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังมีอยู่มาก โดยในปี 2562 เรามุ่งขยายฐานผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการ โดยคาดว่ายอดขายจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 2561 ถึง 16%
“จากการศึกษาตลาดและพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงานในปัจจุบัน พบว่าคนรุ่นใหม่เริ่มมองเครื่อง ดื่มให้พลังงานในมุมมองที่เปลี่ยนไป และหันมาเลือกบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงานมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไลฟ์สไตล์ในแต่ละวันที่มีกิจกรรมแน่นตลอดทั้งวัน แต่ยังต้องการดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ โดยมักจะเลือกเครื่องดื่มที่นอกจากจะช่วยเพิ่มพลังแล้ว ยังต้องมีประโยชน์ที่ช่วยทำให้ดูดีอีกด้วย ซึ่ง “เรดดี้ โกจิเบอรี่” วางโพซิชั่นตัวเองเป็น ”Stylish Energy Drink” อย่างชัดเจน แตกต่างจากเครื่องดื่มให้พลังงานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ ส่วนผสม รวมถึงแพ็กเกจจิ้ง ตอบโจทย์ทั้งในด้านคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์และการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ผู้บริโภค”
หากเราจะสรุปให้เห็นถึงเบื้องหลังการแจ้งเกิดของเรดดี้ออกมาเป็นข้อๆ จะได้ประมาณนี้
1.การทำตลาดแบบโฟกัสกลุ่มเป้าหมาย โดยยึดเอา Customer Centric และเทรนด์ของผู้บริโภคเข้ามาเป็นแกนหลักในการพัฒนาสินค้า ซึ่งหากย้อนดูในอดีต คุณเฉลียว อยู่วิทยา ผู้ให้กำเนิดกระทิงแดง ก็ยึดถือรูปแบบนี้ในการแจ้งเกิดกระทิงแดงด้วยการโฟกัสไปที่กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้แรงงาน โดยมีเบเนฟิตที่ชัดเจนคือการให้พลังงาน
2.การทำตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่ของการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ลงตลาด และการใช้กลยุทธ์ที่ตอกย้ำให้เห็นถึงภาพหรือตำแหน่งของสินค้าที่ชัดเจน อย่างในช่วงที่ผ่านมา เรดดี้มีการทำโปรโมชั่นแคมเปญเป็นรายการชิงโชคที่แจกของรางวัลเป็นกระเป๋าลักชัวรี่ แบรนด์ ซึ่งเป็นของชอบของสาวออฟฟิศ ถือเป็นการทำแคมเปญที่หยิบอินไซต์ของกลุ่มเป้า หมายมาเล่นได้อย่างลงตัว
3.ในแง่ของตัวผลิตภัณฑ์ มีการ Added Value ที่ตรงกับความต้องการเข้าไป โดยไม่ลืมที่จะทำให้มันดื่มง่าย แต่ยังคง Core Benefit ของเอนเนอร์จี้ ดริงค์ไว้ในการสื่อสารการตลาด คือไม่เพียงแค่รีเฟรชเหมือนเครื่องดื่มตัวอื่นๆ แต่ต้องให้พลังงานด้วย ซึ่งเอนเนอร์จี้ ดริงค์ ที่มีการเพิ่มคุณประโยชน์ต่างๆ เข้าไปกำลังได้รับความนิยมในทั่วโลก
แม้ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่เป็นพรีเมียมจะยังมีขนาดตลาดไม่ใหญ่นัก แต่จากเทรนด์การเติบโตที่เห็น ทำให้กระทิงแดง สามารถพึ่งพา และใช้เป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนการเติบโตได้
ช่องว่างของตลาด กลายเป็นโอกาสชั้นดีของกระทิงแดง เพราะคู่แข่งขันอย่างค่ายโอสถสภาที่มีทั้งลิโพวิตัน-ดี พลัส เอ็ม สตรอม และชาร์ค ซึ่งแบรนด์หลังนี้ โด่งดังในหลายประเทศ ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับตลาดนี้อย่างเต็มที่นัก
ส่วนจะสามารถทำให้กระทิงแดงพลิกกลับมานำตลาดอีกครั้งได้หรือไม่นั้น คงต้องตามดูกันยาวๆ ว่าเครื่องดื่มชูกำลังพรีเมียม จะเติบโตจนมีมูลค่าตลาดขึ้นมาเทียบเคียงกับตลาดแมสได้หรือไม่.......