ปีที่ผ่านมาตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังของประเทศไทยมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 6.1% ซึ่งนับว่าเป็นการฟื้นตัวที่น่าจับตา อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเครื่องดื่มมีการแข่งขันสูง ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลาย ฉะนั้นแบรนด์ที่จะอยู่รอดต้องเป็นมากกว่าคงอยู่ แต่ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างชาญฉลาดร่วมด้วย โดย “M-150” เป็นผู้นำตลาดอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่การเป็นแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมานาน แต่มาจากการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ผ่านการตลาดที่ตอบโจทย์ทั้งบริบทภูมิภาค พฤติกรรมผู้บริโภค และลักษณะของเจนเนอเรชันที่เปลี่ยนไป ผลักดันให้ M-150 พิสูจน์ให้เห็นว่าแบรนด์ระดับตำนานสามารถรีเฟรชตัวเองให้ทันยุค และยังครองตำแหน่งแบรนด์อันดับหนึ่งในใจคนไทยมาอย่างยาวนานจนสามารถคว้ารางวัล Innovation Brand Award จากการสำรวจ 2025 Thailand’s Most Admired Brand มาครองไว้ได้สำเร็จ

คุณนันทนา ขาวปลื้ม Chief Domestic Beverage Officer - Consumer & Category Management บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) เผยถึงเคล็ดลับที่ทำให้ M-150 สามารถคว้ารางวัลดังกล่าวมาได้ว่า“ถ้าไม่ปรับตัวก็อยู่ไม่ได้นาน เพราะตลาดและผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ แบรนด์ที่จะอยู่มานานได้คือแบรนด์ที่มีการปรับตัวตลอดเวลา เราเองก็ต้องปรับตัวให้เท่าทันกับสภาพเศรษฐกิจและความต้องการของตลาด”
ที่สำคัญในปีที่ผ่านมาแบรนด์ได้ดึงนวัตกรรมเข้ามาร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานและการตลาด ผ่านแนวคิด 3B Strategy ที่เป็นหัวใจหลักของแบรนด์ ประกอบด้วย
1. Be the Best Product สิ่งที่แบรนด์ยึดถือและยืนหยัดเสมอมา คือการรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคสามารถไว้วางใจได้ว่าผลิตภัณฑ์จาก M-150 จะมาจากวัตถุดิบ และกระบวนการการผลิตที่มีคุณภาพดีที่สุด
2. Be Part of Consumer Life แบรนด์ไม่ได้เป็นเพียง "เครื่องดื่ม" แต่เข้าไปอยู่ใน “ทุกช่วงชีวิต” ของผู้บริโภค เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในพลังผลักดันให้ทุกคนสามารถก้าวต่อไปได้อย่างเต็มที่ ทั้งการทำงานหรือการออกไปทำกิจกรรมอื่นๆ เพื่อใช้ชีวิต อาทิ กีฬาหรือดนตรี ทางแบรนด์เล็งเห็นว่าทุกกิจกรรมของผู้บริโภคเป็นสิ่งที่ควรให้คุณค่า ฉะนั้นจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน สังเกตได้จากการเข้าไปเป็นสปอนเซอร์หลักในงานหมอลำต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน ซึ่งสะท้อนความเข้าใจและพร้อมอยู่เคียงข้างผู้บริโภค
3. Be the Future อีกหนึ่งสิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญ คือการพัฒนาไปข้างหน้า เพราะถ้าหยุดคิดถึงอนาคตเท่ากับว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง M-150 แม้จะเป็นผู้นำในตลาดในปัจจุบัน แต่ก็ยังตระหนักถึงการสร้างสรรค์เครื่องดื่มบำรุงกำลังรูปแบบใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่
ดังนั้นจึงดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Energy Drink ตัวใหม่รุกตลาด เป็นเครื่องดื่มผสมคาเฟอีนอัดก๊าซ M-150 SPARKLING ซึ่งตอบโจทย์ตลาดพรีเมียมและผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่ม Generation Z ที่ต้องการความสดชื่นและพลังงานในรูปแบบที่ทันสมัย
“แบรนด์มีวิสัยทัศน์ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การรักษาตลาดเดิม แต่เดินหน้าสร้างตลาดใหม่ด้วยความเข้าใจเทรนด์โลกควบคู่กันไปด้วย” คุณนันทนา กล่าวเสริม
รวมไปถึงยังดึงพี่จอง-คัลแลนอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังในโลกโซเชียล ที่เป็นผู้บริโภคตัวจริงนั่งแท่นพรีเซนเตอร์ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าครั้งนี้เป็นการสื่อสารที่แบรนด์ตัดสินใจได้อย่างเฉียบคมที่เลือกผู้บริโภคตัวจริงมาเป็นตัวแทนแบรนด์ในการสื่อสาร ยิ่งเป็นคนที่เขาชื่นชอบอยู่แล้วเป็นทุนเดิมจะทำให้การสื่อสารแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

การดึงพลังคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมสื่อสารยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ล่าสุดผสานพลังวงดนตรีรุ่นใหม่อย่างวงไททศมิตรร่วมสื่อสารในแคมเปญฉลอง 40 ปี โดยในแคมเปญนี้ยังได้ปล่อยผลิตภัณฑ์ M-150 ฝาเหลือง รสชาติดั้งเดิมในราคา 10 บาท เพื่อให้กลุ่มผู้บริโภคหลักสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
นอกจากนี้ M-150 ยังมีแคมเปญที่สามารถสร้าง Engagement ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี คือแคมเปญปลดหนี้ ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีในปีที่ผ่านมา เนื่องจากแบรนด์เข้าใจ Insight ของกลุ่ม Target หลักและนำมาต่อยอดเป็นแคมเปญการสื่อสารที่สามารถสร้าง Solution ในการดำเนินชีวิตประจำวันให้แก่กลุ่มผู้บริโภคหลักของแบรนด์ได้

ล่าสุดมีภาคต่อ คือแคมเปญปลดหนี้ทุกชั่วโมง มีความแตกต่างจากเดิมตรงที่สามารถแก้ปัญหาเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมายพร้อมกับพัฒนาให้แคมเปญกระชับ เข้าถึงง่าย และมีความถี่ในการแจกสูงขึ้น เนื่องจากแบรนด์จะประกาศรางวัลทุกชั่วโมงนั่นเอง
คุณนันทนา กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรารับฟังเสียงของผู้บริโภคและนำมาต่อยอดอัปเกรดแคมเปญของเราให้ตรงใจผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ล่าสุดจึงเปลี่ยนรูปแบบการประกาศรางวัลเป็นทุกชั่วโมง เพื่อให้มี Dynamic มากขึ้น ฉะนั้นผู้บริโภคจะสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ และมีโอกาสรับรางวัลได้บ่อยมากยิ่งขึ้น”
โดยผู้บริโภคสามารถร่วมสนุกผ่าน LINE Official เพียงแค่สะสม “แต้มเอ็ม” จากการกรอกรหัสที่ปรากฎอยู่ใต้ฝาผลิตภัณฑ์ก็สามารถลุ้นของรางวัลและเชื่อมต่อกับแคมเปญต่างๆ ได้ และจากการดำเนินงานนี้เองสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานการนำนวัตกรรม มาใช้เพื่อขับเคลื่อนความใกล้ชิดระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคให้ใกล้กันมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังสามารถสร้าง Loyalty กับผู้บริโภคแบบยั่งยืน ต่างจากวิธีการส่งฝาชิงโชคแบบเดิม
ไม่เพียงเท่านั้นยังสังเกตพบว่าแบรนด์สามารถนำ Gamification เข้ามาผูกกับ Consumer Relief ได้อย่างลงตัว ซึ่งในครั้งนี้สิ่งที่แบรนด์ได้รับกลับไปไม่เพียงแค่การถูกจดจำแต่คือความผูกพันกับผู้บริโภคด้วย
“แบรนด์เติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภค ไม่ว่าพฤติกรรมจะเปลี่ยนไปอย่างไร เราก็จะปรับตัวตาม”
คำกล่าวย้ำทิ้งท้ายของคุณนันทนาสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับผู้บริโภค และความมุ่งมั่นที่จะตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคอย่างทันท่วงที รวมถึงการขยายฐานไปยังกลุ่มใหม่โดยเฉพาะวัยรุ่น ภายใต้การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ และการสื่อสารที่เข้าถึงและตรงจุด รวมถึงใช้ประโยชน์จากโลกดิจิทัลเพิ่มการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคอย่างแท้จริง