คณบดี CIBA กล่าวด้วยว่า ในแต่ละโมดูลจะวัดทักษะของเด็กโดยการผ่านการทำโปรเจค เพื่อวัดว่า ความรู้ในการเรียนของนักศึกษาครอบคลุมศาสตร์ทุกศาสตร์ที่ได้เรียนมาหรือยัง CIBA ไม่เน้นการสอบ แต่จะเน้นการปฏิบัติมากกว่า ใช้ทักษะในการวัดผลมากกว่าการสอบ เพราะการสอบไม่ได้วัดทักษะทั้งหมดของเด็ก แต่ในโปรเจคที่ให้ทำจะวัดทักษะความเป็นผู้ประกอบการ ทักษะด้านการสื่อสาร ทักษะการใช้เทคโนโลยี ทักษะการคิดสร้างสรรค์รวมถึงความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นทีม
หลักสูตร Business Innovation ปลูกฝังเรื่องการเรียนรู้ เน้นการสร้างนวัตกรให้คิดเก่งแม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไป เศรษฐกิจจะเปลี่ยน แปลงไปอย่างไร ผู้ที่ผ่านหลักสูตรนี้ก็สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับยุคสมัยได้โดยเฉพาะยุค 5G ที่เทคโนโลยีมีความรวดเร็วมาก ดังนั้น หากเรายังสร้างนวัตกรรมเป็นชิ้นออกไป แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปนวัตกรรมชิ้นนั้นอาจไม่ตอบโจทย์แล้วก็ได้ ธุรกิจบัณฑิตย์เน้นให้เด็กที่จบออกไปจะต้องทำงานได้และสามารถนำเสนอแนวคิดใหม่ๆให้กับองค์ได้ด้วย
ดร.ศิริเดช กล่าวอีกว่า CIBAยังมีความร่วมมือมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่มีความโดดเด่นและมีความเป็น International Startup อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เวียดนาม โดยแต่ละประเทศจะร่วมมือกันตามความถนัดของแต่ละแห่ง เช่น นักศึกษาสนใจด้านความงาม ก็จะส่งไปเรียนที่เกาหลีใต้ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมก็จะส่งไปที่ญี่ปุ่น แต่หากเด็กสนใจเรื่องแนวคิดทางตะวันตก เราก็มีความร่วมมือกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยในประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ออสเตรเลีย โดยจะเป็นการส่งนักศึกษาไปเรียนแบบให้ทุน เช่นกัน
“หลักสูตรบริหารธุรกิจ สาขานวัตกรรมธุรกิจ ลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะจัดให้สำหรับปริญญาโท แต่เราเป็นมหา วิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศไทยที่จัดขึ้นสำหรับปริญญาตรี ปีการศึกษานี้จะเปิดรับเฉพาะเด็กที่มี Passion เท่านั้น เด็กที่อยากเป็นนวัตกรจริงๆ โดยมีเป้าหมายไม่ใช่แค่เฉพาะเด็กไทย ยังรวมถึงเด็กต่างชาติด้วย เพราะหลักสูตรนี้ใช้ถึง 3 ภาษาด้วยกัน คือ ไทย จีน อังกฤษ เนื่องจากการสร้างนวัตกรที่มีความเข้าใจในวัฒนธรรมที่หลากหลายจะช่วยให้นวัตกรออกแบบหรือคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมให้ตรงกับใจของลูกค้าที่แตกต่างกันในแต่ละทวีป ทั้งนี้ เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากนักศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาต่างชาติ เช่น จากจีนที่เด็กส่วนใหญ่จะมี Passion อยากทำธุรกิจ” คณบดี CIBA กล่าวในตอนท้าย