การนำธุรกิจโรงแรมเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในการทำธุรกิจโรงแรมได้เป็นอย่างดี ซึ่งความน่าสนใจของการเติบโตของผู้ประกอบการรายนี้นั้น จะอยู่ที่ธุรกิจโรงแรมภายในไม่เกิน 2 ปีนี้จะมีสัดส่วนไต่ขึ้นมาเป็น 40 – 50% เนื่องจากสิงห์ เอสเตท มีการลงทุนในธุรกิจนี้อย่างต่อเนื่อง จากปัจจุบันที่มีอยู่ 39 แห่ง 4,670 ห้อง โดยกระจายอยู่ในไทย สหราชอาณาจักร มัลดีฟส์ ฟิจิ และที่มอริเชียส ซึ่งสิงห์ เอสเตทจะใช้โมเดลในการลงทุนผ่านทั้งรูปแบบของการจอยท์ เวนเจอร์ เทคโอเวอร์ และเข้าไปลงทุนสร้างเองอย่างที่มัลดิฟส์ที่จะมีการเปิดโรงแรมในเครือ 2 โรง โดยนริศ บอกกับเราว่า ถ้าเป็นไปได้ อยากจะใช้วิธีการเทคโอเวอร์ พร้อมกับนำมาปรับปรุง และเพิ่มเติมมาตรฐานในการให้บริการที่เป็นนระดับโลกเข้าไปมากกว่า
ธุรกิจโรงแรมจะเข้ามาช่วยบาลานซ์การเติบโตทางธุรกิจของสิงห์ เอสเตทให้มีการเติบโตแบบมั่นคงในระยะยาว โดยไม่ได้พึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง ซึ่งซีอีโอของสิงห์ เอสเตท บอกกับเราว่า หากมองเข้ามาที่ธุรกิจในพอร์ตของบริษัทแล้ว เทรนด์การเติบโตในส่วนของธุรกิจค้าปลีกในบ้านเรามีออกมาไม่ค่อยจะดีนัก เนื่องจากทุกวันนี้คนไทยสามารถเข้าถึงการ ช้อปปิ้งได้ทุกที่ ทุกเวลา
เช่นเดียวกับการรับประทานอาหารนอกบ้านที่ปัจจุบันมีเรื่องของดิลิเวอรี่ ซึ่งเข้ามาแชร์การรับประทานอาหารนอกบ้านของคนไทยไปไม่น้อย เมื่อมองมาที่ธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวแล้ว พบว่ายังคงมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ UNWTO พบว่า คนทั่วโลกเดินทางท่องเที่ยวในปี 2018 ถึง 1,400 ล้านคน เติบโตจากปี 2017 ประมาณ 6% โดยภูมิภาคเอเชีย ยังเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีตัวเลขนักท่องเที่ยวสูงถึง 343 ล้านคน คาดว่าปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 5 - 6% ขณะที่ภูมิภาคอาเซียน พบว่า น่าจะมีการเติบโตถึง 7% เนื่องจากเป็นตลาดที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสนใจ