ผลงานล่าสุดของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกข้าวบ้านหนองโน คือสามารถพัฒนาข้าวที่ปลูกนั้นจนสำเร็จได้การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เป็น ออร์แกนิคไทยแลนด์เรียบร้อยแล้วหลังจากเครือข่ายสมาชิกในกลุ่มได้มุ่งมั่นทุ่มเททำตามระเบียบข้อกำหนดของมาตรฐานอย่างเคร่งครัดจนสำเร็จ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สามารถขยายพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเขายังได้ไปร่วมหารือกับผู้ใหญ่บ้านเพื่อชักชวนให้เพื่อนๆ เกษตรกรในพื้นที่มารวมกลุ่มกันทำนาอินทรีย์ให้เพิ่มขึ้นอีก จนได้สมาชิกเพิ่มมาเป็น 13 คน โดยหลังจากนั้น เกษตรกรอีกหลายรายก็เล็งเห็นถึงทิศทางที่ดีของการทำนาอินทรีย์ ต่างก็สนใจเข้าร่วมกลุ่มทำข้าวอินทรีย์กันมากขึ้น จนปัจจุบันมีสมาชิกในกลุ่มเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 30 คน รวมพื้นที่ทำนาข้าวเกษตรอินทรีย์ประมาณ 500 ไร่แล้ว
อีกทั้งยังได้เชื่อมโยงกับเครือข่ายสมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ทำผลิตภัณฑ์จากกล้วยตาก ขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มด้วย เริ่มต้นจากการใช้ผลผลิตกล้วยที่เกิดขึ้นในชุมชน สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 150 กิโล พร้อมกับพัฒนาโรงกล้วยตากแบบทั่วไปให้เป็นโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 12 ตารางเมตรใช้เองภายในชุมชน โดยได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐที่มาสนับสนุนกลุ่มเครือข่าย YSF มอสเล่าอีกว่า เขาพยายามคิดค้น พัฒนา เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่ไปออกร้านจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ต่างๆ ตามหน่วยงานราชการ งานแสดงสินค้าของทางราชการ งานแสดงสินค้าเคลื่อนที่ของจังหวัด และที่อื่นๆ ในแต่ละครั้ง จะมีการอัพเดทความรู้ใหม่ที่จะนำมาพัฒนาต่อยอดสินค้าของตนเองเพิ่มขึ้น พร้อมกับได้สร้างเรื่องราวเล่าความเป็นมาของการทำกล้วยตากที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ภายในชุมชนของตนเอง มีการพัฒนาและเพิ่มสินค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ
จนมาเป็นกล้วยตากใส่กล่องสวยงามออกขาย กล้วยตากอบน้ำผึ้งชุบแป้งทอดกรอบ กล้วยกวน กล้วยตากเสียบตอกที่เกิดจากการคิดค้นพัฒนาเชื่อมโยงนำวัตถุดิบไม้ไผ่ซึ่งมีอยู่มากในพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกล้วยตาก จากเดิมขาย 35 บาทต่อกล้วยตาก 8 ลูก เป็นการขายกล้วยตากเสียบตอก ลูกละ 10 บาท ต่อเนื่องด้วยการพัฒนารูปแบบสินค้าเป็นแบบสูตรโรยงา และแบบอบธรรมดา ใส่ซองซีลสูญญากาศอย่างดีล่าสุดได้พัฒนาเป็น กล้วยทอดกรอบแก้ว ที่มีความพิเศษตรงที่ต้องใช้กล้วยไข่พันธุ์พระตะบองมาผลิตเท่านั้น และใช้กรรมวิธีทำที่เป็นสูตรพิเศษโดยเฉพาะ ให้รสชาดที่หอม กรอบ แต่ให้ความละมุนนุ่มในปากเมื่อได้รับประทาน แตกต่างจากกล้วยทอดกรอบทั่วไป เมื่อรับประทานจะให้ความรู้สึกเหมือนกล้วยบาดปาก ทั้งยังพัฒนาต่อยอดเพิ่มเป็น 5 รสชาติ มีทั้งรสหวาน เค็ม ดั้งเดิม ปาปิก้า และรสบาบิคิว เพื่อให้เหมาะกับความชื่นชอบของลูกค้าในแต่ละช่วงวัย ที่นับเป็นการคิดค้นต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ของมอสเองที่มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างเครือข่าย สร้างอาชีพ และเกิดรายได้เพิ่มขึ้นภายในชุมชน ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองเนื่องจากใช้ผลผลิตกล้วยที่เพาะปลูกกันในชุมชนอีกด้วย
“นอกจากนี้ เรายังมีเป้าหมายจะพัฒนาเป็นผู้ประกอบการเกษตรแปรรูปกล้วยส่งออกไปต่างประเทศอีกด้วย โดยขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนขอเครื่องหมาย อย. จากองค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ให้กับผลิตภัณฑ์กล้วยตากของเราอยู่ รวมถึงพัฒนาให้ก้าวเข้าสู่ระบบมาตรฐานต่างๆ ที่รัฐกำหนด รวมถึงมาตรฐานที่ต่างประเทศยอมรับ ทั้ง GAP / GMP รวมทั้งพัฒนาไปสู่การสร้างโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐานรองรับด้วย ซึ่งโรงตากกล้วยของเรากำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยด้านอบแห้งและแปรรูปโดยใช้ระบบโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเป็นตัวควบคุมความชื้น โดยร่วมพัฒนาและวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จ.ขอนแก่นอีกด้วย”