BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
8,159
VIEWS

รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต “ขนาดขององค์กรไม่ใช่ข้อจำกัดในการวาง Brand Purpose”

ส.ค. 15, 2565 S.Vutikorn

งาน Open House ของ MIT Media Lab ที่บอสตัน สหรัฐอเมริกาถือเป็น Think Tank ของวงการไอทีและดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโลก โดยเปิดโอกาสให้ผู้คนจากหลายสาขามาเจอกัน เพื่ออัพเดทแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในด้านต่างๆ

ซึ่งในปีนี้ รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าคณะที่ปรึกษา ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC by MQDC) เป็นนักวิชาการคนไทยอีกท่านหนึ่งที่มีโอกาสได้เข้าไปแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักวิชาการทั่วโลก

ทีมงานมีโอกาสได้พูดคุยกับดร.สิงห์ เพื่ออัพเดทเทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อมในงานปีนี้ ว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

ดร.สิงห์ เริ่มต้นการสนทนาว่า งานสัมมนาปีนี้ไม่ได้เน้นเรื่อง Sustainability แต่เน้นเรื่องที่ว่า เราจะเชื่อมโยง ระหว่างโลกที่เราเป็นในปัจจุบันกับแพลตฟอร์มใหม่ๆ ได้อย่างไร

“เขาแทบจะไม่พูดถึง Sustainability เลย เหมือนพูดแล้วเชย เขาไปที่ Action แล้ว Estée Lauder ที่เราคุยด้วย Issue ของ Climate Change ก็ไม่ใช่ Issue ที่เราไป เหมือนทุกคนก็คิดว่าตัวเองมี Issue นี้ก็เลยไป แล้วก็ไปหาวิธีการว่าจะทำอย่างไร

ผมไปในฐานะผู้ที่จะไปร่วมทำงานนวัตกรรมกับ MIT Media Lab แต่อีกบทบาทหนึ่งที่ผมไปก็คือการไปค้นหาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Decarbonization เพื่อช่วยลดการปล่อย Greenhouse Gas จากการพัฒนาเมือง

เราเป็นสมาชิก MIT Energy Initiative ผมก็เริ่มเข้าไปพบกับนักวิจัยในกลุ่มนี้ก่อน แต่เราก็ได้พบทีมนักวิจัยเก่งๆ ด้านการออกแบบเมือง ด้านความยั่งยืน และด้าน Augmented Reality ซึ่งอยู่ทั้งที่ MIT และ Harvard University

ปัจจุบันนี้ พอ Capture Carbon เสร็จก็มีคำถามตามมาว่า เราจะเอา Carbon ไปทำอะไร มีคนหัวใสบอกว่าก็ฝังไว้ใต้ดินไง เก็บ Carbon เอาไว้ใต้ดิน คำถามก็คือ Capture มาใช้เงินมหาศาล แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย เอาไปฝังไว้ใต้ดิน คนทำจะทำเพื่ออะไร มันไม่สมเหตุสมผล มันก็เลยมีนักวิจัยอีกทีม Carbon Utilization คือ Capture มาแล้วจะเปลี่ยนเป็นอะไร ก็วิจัยเยอะมาก ตอนนี้เก่งสุดคือเอาไปทำน้ำอัดลม เอาไปอัดเข้าไปในน้ำเป็นโซดา อันนี้คือสิ่งที่กำลังจะไป ศึกษา Carbon Capture สำหรับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เราก็กำลังหาทางออก แทนที่จะฝังก็หาทางเอากลับมาเปลี่ยนเป็นวัสดุ ไม่ใช่เอาไปฝังใต้ดิน”

ดร.สิงห์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ในงานนี้หลายคนเริ่มมีการพูดถึงเทรนด์ Net Zero Carbon มีคนวางแผนไว้แน่ๆ ว่าจะมาภายในปี 2050 ว่าอาจจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเทคโนโลยีปัจจุบันยังไปไม่ถึงจุดนั้น 

“ดังนั้นจึงมีหลายคำที่นำเสนอออกมา ผมคิดว่ามีคำที่เป็นไปได้มากที่สุดในตอนนี้ก็คือ Carbon Neutral คือถ้าเราผลิต Carbon เยอะ ก็ไปซื้อ Carbon Credit เพราะเราไม่สามารถจะลดมันได้ก็ต้องยอมจ่ายเพื่อที่จะช่วยดูดซับ Carbon เขาจะได้ทำเรื่องการปลูกป่า ทำเทคโนโลยีต่อไปเรื่อยๆ ซึ่ง Carbon Neutral เป็นแนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุดตอนนี้ แล้วมันมี 3 สโคปในการเก็บกัก Carbon ที่จะเป็น Carbon Neutral

ถ้า Net Zero สโคป 1 คือเราปล่อย Carbon เอง สโคป 2 Carbon จากโรงไฟฟ้า ซึ่งเราไม่ได้ปล่อยเอง แต่เราใช้ สโคป 3 คือผู้ที่ส่ง Supply ให้เรา เขาลด Carbon ไปด้วย แค่นี้เราก็จะแย่อยู่แล้ว ผมก็เลยคิดว่าตอนนี้เรามีทางที่ต้องไปก็คือ Carbon Capture ที่จะดึงให้มี Concentration สูงๆ” 

ทีมงานตั้งข้อสงสัยว่า ถ้าหากเทคโนโลยียังไม่สามารถเดินทางไปถึง Net Zero Carbon ได้ภายในปี 2050 แต่ทำไมองค์กรที่เป็นเจ้าของแบรนด์ระดับยักษ์ใหญ่ของโลกจึงทยอยออกมาให้คำมั่นสัญญากับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

ดร.สิงห์ ชี้แจงข้อสงสัยนี้ในมุมมองของนักวิชาการว่า การวางเป้าหมายในลักษณะดังกล่าวเป็นเสมือนการย้ำถึงความสำคัญ เพื่อที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องหาทางพัฒนา ต้องลงทุนในการวิจัย หรือสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เจอเทคโนโลยีที่จะนำไปใช้ให้ทัน 2050 

“ทุกองค์กรต้องวางเป้าหมายและเริ่มลงมือทำทันที แล้วระหว่างทางก็เก็บเกี่ยวความรู้ไปเรื่อยๆ ซึ่งสุดท้ายมันอาจจะไม่ทันก็ได้ แต่ถ้าไม่ตั้งเป้าหมายว่าจะสำเร็จในปีไหน คนก็จะไม่มีการไดรฟ์เทคโนโลยี คำถามที่ตามมาก็คือถ้าองค์กร Commit ไปแล้ว แต่เมื่อถึงจุดนั้นเราไม่สามารถทำได้ คนก็ให้อภัย ถ้าเราทำจริงจังหรือ ไม่ เรื่องนี้หลายคนก็แสดงความคิดเห็นกันเยอะมากว่าถ้าทำไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น แต่สำหรับผมในฐานะนักวิจัย ผมให้อภัย เพราะถ้าเขาไม่ตั้งเป้าไว้แบบนั้น คนของเขาจะไม่ขับเคลื่อนไปถึงจุดนั้น แล้วคนในองค์กรใหญ่ๆ มีเป็นแสนคน การตั้งเป้าแบบนี้จะทำให้คนแสนคนขับเคลื่อนไปได้ แม้ว่าสุดท้ายเทคโนโลยีมันมีข้อจำกัดก็ต้องหาทางออกกันไป

ดังนั้นทั่วโลกจึงต้องเอาเงินไปลง Carbon Capture Technology จึงได้รับ Funding มหาศาล ตอนนี้คนเอาเงินไปลงเยอะมาก ซึ่งจะ Capture ได้สูงแค่ไหน อย่างน้อยก็พยายามเต็มที่ แต่ถึงปี 2050 โลกก็คงจะแย่แล้วตอนนั้น ผมก็ดีใจที่องค์กรใหญ่ๆ เขาตั้งกล้าเป้าหมายที่ Unrealistic” 

เมื่อถูกถามถึงเรื่องความตื่นตัวของภาคเอกชนเกี่ยวกับเรื่องการใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร กับเรื่องนี้ ดร.สิงห์ กล่าวว่า หลายองค์กรตื่นตัวและให้ความสนใจ เช่น แบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกอย่าง Estée Lauder ก็เป็นหนึ่งในทีมที่ไปร่วมงาน

“ไม่ใช่ Construction อย่างเดียวที่ตื่นตัว แต่รวมไปถึง Cosmetic ด้วย ผมก็ถามว่าทำไมเขาถึงมางาน  คำตอบเขาฉลาดมาก เขาบอกว่าลองคิดดูถ้า Climate Change มีมลพิษเยอะอากาศไม่ดี แล้วอุตสาหกรรม Cosmetic แบบเขาจะไม่เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งเหล่านี้หรือ ผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพเขาจะไม่เตรียมตัวไว้สำหรับสิ่งนี้หรือ อันนี้คือหน้าที่ของ Estée Lauder ที่ต้องศึกษาและพัฒนา เพราะ Climate Change มีผลต่อสภาพผิวมาก Estée Lauder ยังก็บอกว่าอยากจะทำโครงการร่วมกับเราถ้าเป็นไปได้ในอนาคต อาจจะเกิด MQDC X Estée Lauder ก็เป็นไปได้  เพราะงานนี้ทุกคนไปหาแนวทางของอนาคต แต่คนที่ไปมี 2 กลุ่ม กลุ่มที่ไปหาแนวทางในอนาคต กับกลุ่มที่เอาโจทย์ไปให้คิด ซึ่งมันจะต่างกัน”

 

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับไหน ตั้งแต่ระดับรับรู้, ตระหนัก หรือลงมือทำ ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ?

กับคำถามนี้ ดร.สิงห์ ตอบบว่า คนที่เป็นกลุ่ม Mass ยังรับไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงองค์กรจึงต้องกลับมาดูในเรื่องของผลกำไรที่อาจจะไม่เท่าเดิม ถ้าผู้บริหารยอมรับตรงนี้ได้ก็ไดรฟ์กันไป ต้อง Absorb ต้องหาทางบาลานซ์ให้ได้

“การบาลานซ์ของเราก็คือหาธุรกิจเพิ่ม เช่น เราทำคาร์บอนแล้ว เราก็หาธุรกิจเพิ่มว่าจะเปลี่ยนเป็นอะไร ซึ่งเป็นธุรกิจที่จะได้กำไรจริงในการที่เราจะสร้าง New Innovation ฝั่งของเรามันเป็น Construction มากๆ มันเลยทำให้เราต้องเดินทางไปต่างประเทศเยอะ บางทีไปก็เจอแล้วว่า คนนี้บอกว่าต้องไปทิศทางของการดูดซับปล่องของโรงงาน เราก็รู้ทิศทางแล้วว่าเราจะเป็นยังไงถ้าเราเป็น Property Developer

RISC ถึงมีนโยบาย Open Policy เพราะเรารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ถ้าจะแก้ปัญหายากๆ ขนาดนี้ คนทั่วไปถึงสงสัยว่าทำไมเราต้องลงทุนเป็นหลายร้อยล้าน และต้อง Open เพราะถ้าเราไม่เปิดเขาจะเข้ามา Collaborate กับเราหรือ ถ้าเราทำแบบนี้ใครก็อยากมาร่วมกับเรา เพราะเราทำเพื่อผลประโยชน์ของเขาด้วย มันต้องจับมือกับ Partnership ไม่อย่างนั้นไม่มีทางรอด ยิ่งเป็น Carbon Capture ยิ่งไม่มีทางรอด”

ดร.สิงห์ ย้ำว่า การบรรลุเป้าหมายเรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้า Brand Purpose ขององค์กรไม่แข็งแรงและชัดเจน จะบรรลุเป้าหมายได้ยากมาก เพราะเรื่องดังกล่าวต้องพึ่งพางานวิจัย

“งานวิจัย คือการลงทุน โดยแบ่งได้เป็น 3 ขั้นตอน  ขั้นแรกคือ Creativity Creation หรือคิดไปก่อนจะออกมาเป็น Invention ซึ่งก็เริ่มรู้แล้วว่าต้นแบบจะเป็นอย่างไร ซึ่งต้นทุนแพงกว่า Product หลายเท่าอยู่แล้ว หน้าที่เราเท่าที่ผ่านมาคือ Creation และ Invention ส่วน Innovation ที่นำไปใช้เราต้องพึ่ง Network ต้องพึ่ง Wisdom ต้องพึ่งทุกคนที่เอา Innovation ไปใช้ เราต้องให้เขาทำ อย่าหวง ถึงจะทำให้เกิดขึ้นจริงๆ ผมถือว่างานวิจัยที่นักวิจัยทำมาได้ใช้จริง ถ้า MQDC ไม่พร้อมใช้ บริษัทอสังหาอื่นๆ สามารถเอาไปใช้ได้ ตรงนี้ทำให้การขับเคลื่อนของเรามีพาร์ทเนอร์ แล้วก็ทำได้เร็วขึ้น 

ผมทำวิจัยมาพักใหญ่แล้ว เรารู้เลยว่า เราไม่มีคนที่โฟกัสในการสร้าง Well-being ทีมงานตอนนี้กำลังร่างอาชีพใหม่ สายวิชาการใหม่ขึ้นมา เราน่าจะเปิดตัวภายใน 1-2 เดือน คือ Well-being Engineering เป็นฟิลด์ใหม่ของโลก ยังไม่เคยมีมาก่อน เรามีมีวิศวะไฟฟ้า วิศวะเครื่องกล วิศวะก่อสร้าง แต่ไม่มีวิศวะ Well-being เวลาที่ไปประชุมสร้างอาคารขึ้นมา ผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็นไม่ได้สนใจที่ Well-being เลย

Job Description ของ Well-being Engineering คือการทำงานแบบบูรณาการ ตัวอย่างเช่น อาคารหลายอาคารเรา Mechanic Engineer มาทำก็ได้แค่อาคาร แต่ไม่ได้เรื่องแสงก็ต้องไปหาวิศวกรเรื่องแสงมา แล้วก็ไม่ได้เรื่องน้ำ ก็ต้องหาวิศวะเรื่องน้ำมา แต่อันนี้คือดูภาพรวมทั้งหมด เพราะที่ผ่านมา เราถูกสอนให้มีความชำนาญแบบ Specific เป็นสายๆ ไป แล้วเวลาทำออกมามันตอบไม่ได้ด้วยว่า คนจะมีความสุขหรือมีสุขภาพที่ดีหรือเปล่า ส่วนจะสามารถผลิตวิศวกรในสายนี้ได้กี่คนต่อปีก็ต้องขึ้นอยู่กับพาร์ทเนอร์เรา แต่ผมคิดว่าน่าจะเหมือน Engineering Program ทั่วไป 40-50 คนต่อปี

ถามว่าจะเอาใครมาสอน ผมคิดว่าทีมเราเก่งมากเลย ทุกอันที่พูด เรา Integrate หมดแล้ว คนที่ทำไฟ ก็ไม่รู้ว่าไฟมีผลยังไงต่อสมอง แต่เรารู้ อากาศไม่รู้ว่ามีผลยังไงกับปอด แต่เรารู้ ก็ในเมื่อเราไม่รู้ ทำไมเราไม่เป็นสายอาชีพนี้ขึ้นมา Well-being Engineer เป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็น Unmet Need มาก แล้วผมคิดว่ามันเป็น Field in the Future” 

กลับมาที่หัวใจของการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน ซึ่งเมื่อสักครู่ ดร.สิงห์ ได้อธิบายถึงความสำคัญของ Brand Purpose ทีมงานอยากรู้ว่าถ้าเป็นบริษัทเล็กๆ หรือเป็นบริษัทที่เริ่มต้นทำธุรกิจมาโดยไม่มีสิ่งนี้ และต้องการจะวาง Brand Purpose ดร.สิงห์จะมีคำแนะนำอย่างไร

ดร.สิงห์ แนะนำว่า ขนาดของบริษัทไม่ใช่ข้อจำกัดของการกำหนด Brand Purpose เพราะไม่ว่าบริษัทจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็สามารถวางกรอบ Brand Purpose ขององค์กรได้ ทุกอย่างต้องเริ่มจากผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจที่ต้องมีความเชื่อมั่นในเรื่องนี้ก่อน หลังจากที่เชื่อมั่นและอยากจะเริ่มลงทือทำแล้ว แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรค่อยไปหาที่ปรึกษาให้ช่วยวาง Layout สำหรับบริษัท เพราะต้องทำแบบมีทิศทาง

“การเริ่มต้นอาจจะไม่ใช่เงิน แต่เป็นแค่ความคิดว่าจะเอาหรือไม่เอา นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเรื่องเงินมันไม่ได้ยากอะไร ถ้าทำแบบมีทิศทาง ตอนนี้ก็มี Funding เยอะแยะ ถ้าไม่รู้ว่าจะไปหา Funding ที่ไหน มาปรึกษาพวกเราได้ และการวาง Purpose ด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมก็ไม่ต้องทำทุกด้าน ขนาด MQDC ยังไม่เลือกทุกด้าน ยังเลือกแค่ด้านเดียวคือ Well-being บางบริษัทก็เน้นพลังงานสะอาดอย่างเดียว ขอแค่ให้เน้นแล้วกัน ผมเปิดบริษัท OSISU เมื่อ 17-18 ปีที่แล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะร่ำรวยมหาศาล ถ้าผมไม่โฟกัสเฉพาะเศษพลาสติก เศษผ้า เศษไม้ กากกาแฟ  เพราะมันเยอะไปหมด ทำให้เราต้องลงทุน R&D เยอะมาก แต่ผมทำเพราะรู้สึกว่า นี่คือสิ่งที่ผมต้องทำ แล้วผมไม่ได้ต้องการมีธุรกิจใหญ่โตมากมายอะไร แต่ผมรู้ว่านี่คือหน้าที่ของผมที่ต้องทำ ถ้าผมแนะนำคือต้องโฟกัส ทำแบบผมมันจะสนุกสนาน มันจะได้กล่อง แต่รายได้มันก็จะถูกเจียดออกไปทำวิจัย” 

ส่วนประเด็นที่ว่า บริษัทควรเลือกทำในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือไม่ ดร.สิงห์ อธิบายว่า การทำสิ่งที่ผูกติดกับธุรกิจที่มีจะง่าย เพราะเป็นวิธีการทำที่ Direct คือแก้ปัญหาให้ตัวเอง เนื่องจากจะรู้ว่าทำอะไรลงไปแล้วกระทบกับอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องทำอย่างจริงใจและจริงจัง

“จุดอ่อนถ้าเลือกวิธีนี้ก็คือมันจะไม่เกิดเป็นธุรกิจใหม่ คำถามนี้ต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน คือทำจริงๆ ทำแบบไหนดี คือสำหรับผมถ้าทำในธุรกิจตัวเองมันง่าย เวลาทำจริงทำง่าย สำเร็จเร็วเห็นผลเร็ว ถ้าเห็นโอกาสก็สามารถทำธุรกิจต่อยอดได้ แต่ถ้าทำไม่จริงก็ไม่รู้จะพูดยังไงต่อ”

ดร.สิงห์ ยังยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ธุรกิจขนาดเล็กก็สามารถสร้าง Brand Purpose เพื่อการทำธุรกิจที่ยั่งยืนใหม่ได้ เช่น ผู้ประกอบการค้าปลีกท้องถิ่นที่นิยมช่วยเหลือสังคมด้วยการบริจาคเงินและสิ่งของ ก็สามารถแบ่งงบประมาณมาสร้างกิจกรรม ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็ก หรือเกษตรกรในท้องถิ่นได้มีช่องทางขาย ด้วยการกันพื้นที่ในห้าง เพื่อจัดจำหน่ายสินค้าชุมชน หรือสินค้าเกษตรปลอดสาร วิธีการดั่งกล่าวจะเป็นการสร้างงาน และสร้างโอกาสให้กับคนในท้องถิ่นที่กระจายลงลึกไปถึงระดับรากหญ้า

ดร.สิงห์ มีความคิดเห็นอย่างไร กรณีองค์กรไหนที่ยังละเลย ยังคงมุ่งหวังที่จะทำกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว?

ทีมงานยิงคำถาม…

“จริงๆ ถ้าเริ่มขยับตอนนี้ ผมยังมองว่าช้าไป ช้าที่จะเป็น Front Manner ในการสร้างแบรนด์ หรือการได้ลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ เพราะลูกค้าที่เขาอยู่กับบริษัทเจ๋งๆ แล้วเขาจะไม่ย้ายออกมา”

มาถึงเรื่องของการสร้างความร่วมมือกับผู้บริโภค ทีมงานตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมาภาคธุรกิจจะนิยมใช้อยู่ 2 ทาง เพื่อให้ผู้บริโภคให้ความร่วมมือ คือลงโทษกับให้รางวัล เช่น บางห้างสรรพสินค้าถ้าไม่พกถุงมาช้อปปิ้งก็ต้องซื้อถุงเพิ่ม หรือ บางห้างถ้าเลือกไม่รับถุงพลาสติกก็ได้แต้มสะสม

กับเรื่องนี้ ดร.สิงห์ มองว่า ปัจจุบัน 2 วิธีนี้ยังคงเป็นอะไรที่ได้ผลสูงสุด

“คนเรามันจะไปถึง Self-actualization มีไม่เยอะ คนบรรลุมันยังมีไม่มาก เพราะฉะนั้นเวลาที่เราพูดถึงวิธีการดึงคนให้มีส่วนร่วมจึงเหลือ 2 หนทางที่เป็น Mass ที่ตอบกับคนส่วนใหญ่ได้ แต่ถามว่ามีอย่างอื่นอีกไหม ก็มีแต่เหมาะกับกลุ่ม Self-actualization ซึ่งมีไม่เยอะ เพราะทั่วไปคนเรามี 5 สเตป สเตปแรกคือ Physiological Needs ตามด้วย Safety First แล้วค่อยๆ ขึ้นมาจนสุดท้ายถึงขั้นบรรลุ แต่กลุ่ม Mass เรากำลังพูดถึงแค่เรื่องฐาน 2 เลเยอร์ของมาสโลว์

แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีว่าคนรุ่นใหม่ คนเจนใหม่ๆ จะมีความกังวลและตื่นตัวมากกว่าคนรุ่นเก่าเยอะ เด็กรุ่นใหม่ชอบหาข้อมูล ตรวจสอบเองเลย ซึ่งน่ากลัวนะพวกนี้ การทำอะไรที่ปลอมๆ ไปหลอกนี่เด็กเล่นกลับเอาตายเลย เด็กรุ่นใหม่ เขาเติบโตมาแบบ Digital Platform นี่เสร็จเลยนะถ้าเขารู้ขึ้นมา เขาเอาจริงเลย เขาไม่ให้อภัย เขาจะมองเป็นขาวกับดำเท่านั้น จะไปหลอกเขาไม่ได้”

Café Amazon ยืนหยัดในฐานะ Trendsetter ขับเคลื่อนตลาดด้วยนวัตกรรม และความเข้าใจผู้บริโภคในทุกมิติ

รพส.ทองหล่อ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ผู้นำแห่งอนาคต คว้ารางวัลเกียรติยศ "Leader of Business" จากเวที Future Trends Awards 2026

สยามเซ็นเตอร์ เปิดรันเวย์ซัมเมอร์ โชว์พลังไทยสร้างสรรค์ “SIAM CENTER THE SUMMER TRENDSETTER: The THAIdeaopolis Runway”

เจาะลึก Social Media Marketing Trends 2026 เมื่อ AI และความจริงใจคือหัวใจสำคัญของการตลาดดิจิทัล

เอพี ไทยแลนด์ ครองความเป็นผู้นำอสังหาฯ ไทย ชนะ 6 สุดยอดรางวัล มากที่สุดในกลุ่มอสังหาฯ จาก Future Trends Awards 2026

Beger คว้า 3 รางวัลใหญ่จาก Future Trends Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ตอกย้ำแบรนด์อันดับ 1 ด้านเทคโนโลยีสีที่สร้าง Impact ต่อผู้ใช้งานและสังคมอย่างยั่ง

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact