ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับไหน ตั้งแต่ระดับรับรู้, ตระหนัก หรือลงมือทำ ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ?
กับคำถามนี้ ดร.สิงห์ ตอบบว่า คนที่เป็นกลุ่ม Mass ยังรับไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงองค์กรจึงต้องกลับมาดูในเรื่องของผลกำไรที่อาจจะไม่เท่าเดิม ถ้าผู้บริหารยอมรับตรงนี้ได้ก็ไดรฟ์กันไป ต้อง Absorb ต้องหาทางบาลานซ์ให้ได้
“การบาลานซ์ของเราก็คือหาธุรกิจเพิ่ม เช่น เราทำคาร์บอนแล้ว เราก็หาธุรกิจเพิ่มว่าจะเปลี่ยนเป็นอะไร ซึ่งเป็นธุรกิจที่จะได้กำไรจริงในการที่เราจะสร้าง New Innovation ฝั่งของเรามันเป็น Construction มากๆ มันเลยทำให้เราต้องเดินทางไปต่างประเทศเยอะ บางทีไปก็เจอแล้วว่า คนนี้บอกว่าต้องไปทิศทางของการดูดซับปล่องของโรงงาน เราก็รู้ทิศทางแล้วว่าเราจะเป็นยังไงถ้าเราเป็น Property Developer
RISC ถึงมีนโยบาย Open Policy เพราะเรารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ถ้าจะแก้ปัญหายากๆ ขนาดนี้ คนทั่วไปถึงสงสัยว่าทำไมเราต้องลงทุนเป็นหลายร้อยล้าน และต้อง Open เพราะถ้าเราไม่เปิดเขาจะเข้ามา Collaborate กับเราหรือ ถ้าเราทำแบบนี้ใครก็อยากมาร่วมกับเรา เพราะเราทำเพื่อผลประโยชน์ของเขาด้วย มันต้องจับมือกับ Partnership ไม่อย่างนั้นไม่มีทางรอด ยิ่งเป็น Carbon Capture ยิ่งไม่มีทางรอด”
ดร.สิงห์ ย้ำว่า การบรรลุเป้าหมายเรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้า Brand Purpose ขององค์กรไม่แข็งแรงและชัดเจน จะบรรลุเป้าหมายได้ยากมาก เพราะเรื่องดังกล่าวต้องพึ่งพางานวิจัย
“งานวิจัย คือการลงทุน โดยแบ่งได้เป็น 3 ขั้นตอน ขั้นแรกคือ Creativity Creation หรือคิดไปก่อนจะออกมาเป็น Invention ซึ่งก็เริ่มรู้แล้วว่าต้นแบบจะเป็นอย่างไร ซึ่งต้นทุนแพงกว่า Product หลายเท่าอยู่แล้ว หน้าที่เราเท่าที่ผ่านมาคือ Creation และ Invention ส่วน Innovation ที่นำไปใช้เราต้องพึ่ง Network ต้องพึ่ง Wisdom ต้องพึ่งทุกคนที่เอา Innovation ไปใช้ เราต้องให้เขาทำ อย่าหวง ถึงจะทำให้เกิดขึ้นจริงๆ ผมถือว่างานวิจัยที่นักวิจัยทำมาได้ใช้จริง ถ้า MQDC ไม่พร้อมใช้ บริษัทอสังหาอื่นๆ สามารถเอาไปใช้ได้ ตรงนี้ทำให้การขับเคลื่อนของเรามีพาร์ทเนอร์ แล้วก็ทำได้เร็วขึ้น
ผมทำวิจัยมาพักใหญ่แล้ว เรารู้เลยว่า เราไม่มีคนที่โฟกัสในการสร้าง Well-being ทีมงานตอนนี้กำลังร่างอาชีพใหม่ สายวิชาการใหม่ขึ้นมา เราน่าจะเปิดตัวภายใน 1-2 เดือน คือ Well-being Engineering เป็นฟิลด์ใหม่ของโลก ยังไม่เคยมีมาก่อน เรามีมีวิศวะไฟฟ้า วิศวะเครื่องกล วิศวะก่อสร้าง แต่ไม่มีวิศวะ Well-being เวลาที่ไปประชุมสร้างอาคารขึ้นมา ผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็นไม่ได้สนใจที่ Well-being เลย
Job Description ของ Well-being Engineering คือการทำงานแบบบูรณาการ ตัวอย่างเช่น อาคารหลายอาคารเรา Mechanic Engineer มาทำก็ได้แค่อาคาร แต่ไม่ได้เรื่องแสงก็ต้องไปหาวิศวกรเรื่องแสงมา แล้วก็ไม่ได้เรื่องน้ำ ก็ต้องหาวิศวะเรื่องน้ำมา แต่อันนี้คือดูภาพรวมทั้งหมด เพราะที่ผ่านมา เราถูกสอนให้มีความชำนาญแบบ Specific เป็นสายๆ ไป แล้วเวลาทำออกมามันตอบไม่ได้ด้วยว่า คนจะมีความสุขหรือมีสุขภาพที่ดีหรือเปล่า ส่วนจะสามารถผลิตวิศวกรในสายนี้ได้กี่คนต่อปีก็ต้องขึ้นอยู่กับพาร์ทเนอร์เรา แต่ผมคิดว่าน่าจะเหมือน Engineering Program ทั่วไป 40-50 คนต่อปี
ถามว่าจะเอาใครมาสอน ผมคิดว่าทีมเราเก่งมากเลย ทุกอันที่พูด เรา Integrate หมดแล้ว คนที่ทำไฟ ก็ไม่รู้ว่าไฟมีผลยังไงต่อสมอง แต่เรารู้ อากาศไม่รู้ว่ามีผลยังไงกับปอด แต่เรารู้ ก็ในเมื่อเราไม่รู้ ทำไมเราไม่เป็นสายอาชีพนี้ขึ้นมา Well-being Engineer เป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็น Unmet Need มาก แล้วผมคิดว่ามันเป็น Field in the Future”