ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ Grab ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน Grab กลายเป็น Super App สำหรับทุกความต้องการในทุกวันของคนไทยทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสาร พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ ผู้บริโภค พาร์ทเนอร์ส่งของ และพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร นับตั้งแต่ตื่นนอน ผู้บริโภคสามารถจอง Grab Car เพื่อเดินทางไปทำงาน ใช้ Grab Food สั่งอาหารเมนูโปรดสำหรับมื้อกลางวันในที่ทำงาน และส่งของขวัญไปยังคนที่รักด้วย Grab Express
“Grab ต้องการที่จะเติบโตทางธุรกิจโดยเอื้อประโยชน์กับทุกๆ คนในประเทศไทย ตอนที่เราเริ่มธุรกิจเรียกรถผ่านแอพในปี 2556 เราต้องการที่จะแก้ปัญหาพื้นฐานในการเชื่อมต่อการเดินทางของลูกค้าชาวไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย จึงนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริโภคชาวไทยใช้ Grab ในการเป็น Super App เพื่อความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันมากขึ้น”
Grab ยังคงมุ่งมั่นในการคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาบริการใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อตอบรับกับวิสัยทัศน์ ประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งเน้นการขยาย Ecosystem ของการบริการต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตในทุกๆ วันของผู้บริโภคมากขึ้น
โดยช่วงไตรมาส 3 เตรียมแผนจะเปิดให้บริการการชำระเงิน Grab Pay Power by KBank Mobile Wallet ด้วยการร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยให้บริการการชำระเงิน ที่สามารถจ่ายได้ทั้งที่เป็นบริการของ Grab รวมถึงบริการอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
6 ความสำเร็จของ Grab
ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา Grab มีส่วนร่วมในการเติบโตทางสังคม และเศรษฐกิจไทย ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรในประเทศไทย โดย 6 ความสำเร็จ ที่มีส่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทย ประกอบด้วย
ภูมิใจในความเป็นไทย เพราะ Grab เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย มีนักลงทุน พนักงาน และพันธมิตรทางธุรกิจเป็นชาวไทย Grab มุ่งมั่นที่จะลงทุนเพื่อสร้างให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตตามกลยุทธ์ไทยแลนด์ 4.0 และมอบโอกาสในการสร้างรายได้ยุคดิจิทัลที่เท่าเทียมกัน อีกทั้งยังสนับสนุนพาร์ทเนอร์ร้านอาหารในการสร้างธุรกิจให้เติบโตขึ้นด้วยการเพิ่มช่องทางขายดิจิทัล และยังทำให้พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ส่งอาหาร และส่งของให้มีรายได้ที่ดีขึ้นเช่นกัน
Grab ยังร่วมมือกับหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคมและสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อแก้ปัญหารถติด หรือมลภาวะขั้นพื้นฐาน
สนับสนุนการท่องเที่ยว เพราะ 1 ใน 3 ของผู้โดยสาร เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งในปี 2560 - 2562 Grab ได้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากกว่า 5 ล้านคน จากประเทศจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย และ Grab ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้สะดวกและปลอดภัยขึ้น ด้วยฟีเจอร์ Grab Chat ที่ช่วยแปลบทสนทนาเป็นภาษาต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคยเป็นภาษาไทยได้โดยอัตโนมัติ
Grab ยังร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการวิเคราะห์ข้อมูล Big Data เพื่อนำมาตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้น
ตัวเลขแห่งความสำเร็จ ในช่วงระยะเวลา 6 ปี ที่ผ่านมา Grab สามารถสร้างสถิติได้ในหลายๆ เรื่อง อาทิ จำนวนระยะทางรวมที่ Grab ได้ให้บริการผู้โดยสารสูงถึง 1,200,000 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่สามารถเดินทางจากเหนือจรดใต้ของประเทศไทยได้ถึง 700,000 เที่ยว โดยลูกค้าที่ใช้บริการมากที่สุดมีสถิติใช้บริการของ Grab ถึง 7,000 เที่ยว มีการสั่งอาหารกว่า 670 ออร์เดอร์ และส่งพัสดุไปแล้ว 2,500 ชิ้น
เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ ให้กับพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่จำนวนหลายแสนคน ให้มีรายได้มากขึ้นจากการทำงานร่วมกับ Grab สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัลที่สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยให้พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ และครอบครัวมีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้น และมีโอกาสต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
ช่วยให้พาร์ทเนอร์ร้านค้าเติบโต รวมถึงพัฒนาระบบการดำเนินธุรกิจ โดยพาร์ทเนอร์ร้านค้าของ Grab Food ทั้งที่เป็นร้านอาหารชื่อดัง และร้านริมทาง ต่างมีรายได้เพิ่มขึ้น มีระบบการดำเนินงานดีขึ้นเมื่อร่วมงานกับ Grab Food โดยเฉพาะในช่วง แกร็บ ฟู้ด เมกา เซล เฟสติวัลที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม - 2 มิถุนายนที่ผ่านมา พาร์ทเนอร์ร้านค้าสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 4 เท่า และมีพาร์ทเนอร์ร้านค้ารายหนึ่งที่ทำรายได้เพิ่มขึ้นถึง 50 เท่า