การประกาศจับมือกันระหว่าง บมจ.แสนสิริ และธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมลงทุนกันทำ Venture Capital ในนาม “สิริ เวนเจอร์ส” สัดส่วน 90:10 ตั้งแต่ต้นปี 2018 ด้วยงบลงทุน 1,500 ล้านบาท ภายใน 3 ปีผ่านมาเพียงปีเศษ สิริ เวนเจอร์ส ลงทุนใน Startup ทั้งไทยและข้ามชาติไปไม่น้อย
จิรพัฒน์ จันทร์เจิดศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี บริษัท สิริ เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาสิริ เวนเจอร์ส ลงทุนไปแล้ว 300 ล้านบาท โดยมีสตาร์ทอัพทั้งหมด 9 รายด้วยกัน อาทิ
Semtive สตาร์ทอัพผู้พัฒนากังหันลมพลังงานไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัย ปัจจุบันเริ่มทยอยส่งมอบกังหันลมสำหรับใช้ในครัวเรือนมาให้กับบริษัทแล้ว รายนี้สิริ เวนเจอร์ส ลงทุนไป 15 ล้านบาท
Neuron สตาร์ทอัพ e-Scooter สัญชาติสิงคโปร์ เริ่มมีให้บริการแล้ว ในโครงการดีคอนโด พิงค์ และขยายการให้บริการไปในพื้นที่พร้อมพงษ์-อ่อนนุช ตลอดจนในพื้นที่รอบตัวเมืองเชียงใหม่
OnionShack สตาร์ทอัพผู้พัฒนาการสนทนาด้วยเสียงผ่านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผ่านมาได้พัฒนา “น้องแสนรู้” หุ่นยนต์พนักงานคนใหม่ของแสนสิริที่จะช่วยเข้ามาตอบเรื่องนวัตกรรมที่ The Cloud ชั้น 3 สยามพารากอน
Techmetics สตาร์ทอัพหนึ่งในสองผู้พัฒนาหุ่นยนต์ให้บริการ (Deliverly Robot) ในโลกจากประเทศสิงคโปร์ โดยที่ผ่านมาแสนสิริได้นำ “แสนดี”เข้ามาใช้ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นครั้งแรก ในโครงการ เดอะโมนูเมนต์ สนามเป้า นอกจากในประเทศไทย Deliverly Robot ซึ่งพัฒนาโดย Techmetics ยังมีแนวโน้มได้รับการตอบรับที่ดีจากทั่วโลก ปัจจุบัน Techmetics ได้ขยายการเปิดสาขาเพิ่มเติมใน ซิลิคอน วัลเล่ย์ สหรัฐอเมริกา และพัฒนา Deliverly Robot เพื่อนำไปใช้ในโรงแรมชั้นนำ อาทิ แมริออท ซิลิคอน วัลเล่ย์, โยเทลนิวยอร์คและไมอามี่ โรงพยาบาลในออสเตรเลียและไต้หวัน รวมทั้งปีหน้ามีแผนการขยายสาขาการพัฒนาไปยังแคนาดาและยุโรป
AppySphere สตาร์ทอัพผู้พัฒนาระบบ Home Automation
Farmshelf สตาร์ทอัพด้าน Living Tech จากสหรัฐอเมริกา พัฒนาการปลูกผักอัจฉริยะภายในที่พักอาศัยปัจจุบันมีการขายผักในเชิงพาณิชย์ไปยังร้านอาหารต่างๆ ในนิวยอร์ค
Astralink สตาร์ทอัพด้าน Construction Tech ผู้พัฒนาเทคโนโลยีแอพพลิเคชันสำหรับตรวจสอบงานก่อสร้าง 3 มิติแบบเรียลไทม์ มาควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบใช้งานในหลายโครงการของแสนสิริ
และในครึ่งปี 2562 นี้ สิริ เวนเจอร์ส ลงทุนอีก 600 ล้านบาท ใน 3 สตาร์ทอัพ ได้แก่ AIROVR สตาร์ทอัพผู้พัฒนาระบบสำหรับรถยนต์ไร้คนขับสัญชาติไทย, Fling สตาร์ทอัพผู้พัฒนาโดรนเดลิเวอรี่ และ SoundEye สตาร์ทอัพผู้พัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมเทคโนโลยีเรียนรู้เสียงต่างๆ เพื่ออาคารอัจฉริยะดูแลรักษาความปลอดภัย (Smart Building) รายแรกของโลก จากประเทศสิงคโปร์
ทั้งนี้ จิรวัฒน์ กล่าวถึงเป้าหมายการลงทุนในสตาร์ทอัพว่า สิริ เวนเจอร์ ในเฟสแรกนี้ไม่ได้เน้นการสร้างผลกำไรจากการลงทุน แต่ให้ความสำคัญกับการนำสตาร์ทอัพมา Synergy เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกบ้านของแสนสิริ และลูกค้าของธนาคารไทยพาณิชย์มากกว่า
“การทำกำไรในธุรกิจ Venture Capital มาจากการ Exit ซึ่งต้องกินเวลานานถึง 5-7 ปีเป็นอย่างน้อย แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต เพราะเราต้องการเห็นรีเทิร์นให้เกิดขึ้นในตอนนี้ วันนี้ หรือเย็นนี้เลย นั่นคือ Synergy ที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจแสนสิริ และเพิ่มประสบการณ์ให้กับลูกบ้านของเรา ซึ่งจะเอื้อให้เกิดความสามารถทางการแข่งขันให้กับแสนสิริได้มากขึ้น ที่ผ่านมาจะเห็นว่าเราลงทุนกับสตาร์ทอัพสัญชาติไทยเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีความได้เปรียบในแง่ของความเข้าใจตลาดโลคัลมากกว่า แต่ข้อเสียที่พบก็คือ สตาร์ทอัพไทยส่วนใหญ่มักจะมองแต่ตลาดไทย ซึ่งมีผลต่อการ Scale up ไปยังตลาดต่างๆ ดังนั้นวิธีการเลือกลงทุนของเรา ก็มักจะคำนึงในเรื่องความสามารถในการ Scale up มาเป็นส่วนในการตัดสินใจด้วย”