ระบบการเรียนการสอนของอังกฤษเหนือกว่าระบบการศึกษาอื่นและเป็นระบบการศึกษาที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานที่สุด
ลักษณะเด่นที่สุดของหลักสูตร การศึกษาระบบอังกฤษคือ นักเรียนจะต้องมีความเป็นปัจเจกบุคคล หลักสูตรออกแบบมาเพื่อดึงศักยภาพของเด็กได้อย่างเข้มข้น ตรงจุด และมีประสิทธิภาพ ซึ่งการเรียนทั้งหมดจะไปเฉือนกันที่สุดคือตอนเด็กอายุประมาณ 12-14 ปี อยู่ในชั้นมัธยมต้น หรือชั้น Year 9 - 11 เป็นช่วงเวลาที่มีเด็กกำลังเจริญวัยเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น เด็กจะเริ่มมีความสับสนในความเป็นตัวเอง พวกเขาอาจจะดื้อรั้นกับพ่อแม่แบบไม่มีเหตุผลใด ซึ่งคุณครูใหญ่โรงเรียน DBS บอกว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นพัฒนาการที่ปกติ นั่นคือเขากำลังเข้ากระบวนการค้นหาตัวเองแล้ว ดังนั้นระบบอังกฤษจึงเกี่ยวข้องกับการเตรียมพร้อม ให้เด็กๆสามารถค้นหาความชอบความสนใจของตนเองและพัฒนาลักษณะนิสัยของตนเอง
การตัดสินใจเกี่ยวกับอาชีพ
ระบบอังกฤษจะให้เด็กเลือกเรียนวิชาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อให้ตอบสนองต่ออาชีพที่หลากหลาย โดยปกติแล้วนักเรียนจะได้เรียน 9-11 วิชาไปจนถึงอายุ 16 ปี ในขณะที่หลักสูตรระบบอื่นนั้นจะให้เรียนวิชาจำนวนน้อยกว่า ยกตัวอย่าง เช่น ได้เรียนเพียง 5 วิชาเท่านั้น หลักสูตรระบบอังกฤษจึงเป็นการมอบทางเลือกในการเรียนแก่นักเรียนให้มากเท่าที่จะมากได้
เมื่อเด็กเรียนไป 9 วิชาแล้วมาเจอว่า ชอบ 4 วิชา ไม่ชอบ 5 วิชา ระบบอังกฤษจะบอกว่า ให้เรียนให้ดีครบ 9 วิชาไปก่อน ผลก็คือเด็กจะรู้ว่าสิ่งที่ไม่ชอบแต่ทำได้คือวิชาอะไร และสิ่งที่ชอบด้วยและทำได้ด้วยคือวิชาอะไร นอกจากนี้ยังหมายความว่านักเรียนจะมีเวลามากขึ้นในการตระหนักว่าความจริงแล้วตนเองนั้นชอบวิชานี้ แม้ว่าในตอนแรกคิดว่าตัวเองจะไม่ชอบก็ตาม
เมื่อเรียนไปถึงชั้น A Level ก็คือ Year 13 หรือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เด็กจะเรียนวิชาน้อยลงไปเลย จะเหลือเพียง 3-4 วิชาเท่านั้น ช่วงนี้เด็กจะรู้แล้วว่าตนชอบอะไรมากที่สุดและตนเก่งในด้านใดมากที่สุดด้วย ดังนั้นการให้เด็กได้โฟกัสสิ่งที่ใช่ที่สุดไปเลยจึงเป็นวิธีที่เหมาะสม แมคเวย์ บอกว่าสิ่งที่นักเรียนเรียนพื้นฐานสำหรับชีวิตนักเรียนในอนาคตตอนเรียน GCSE ส่วนตอนเรียนน A Level ก็สามารถบอกทิศทางที่นักเรียนจะไปต่อได้ โดยอิงจากความสนใจและความสามารถของพวกเขา ระบบอังกฤษจึงเรียนมหาวิทยาลัยกันเพียง 3 ปีก็พอ เพราะได้เรียนอย่างเข้มข้นเจาะลึกมาตั้งแต่ตอนเรียน A Level แล้ว