ข้อมูลจากทรูมันนี่ วอลเล็ท พบว่า วันนี้คนกลุ่มวัยเริ่มต้นทำงานและคนทำงานรุ่นใหม่ช่วงอายุ 22 - 29 เริ่มเข้ามาเป็นผู้ใช้ที่มีสัดส่วนมากที่สุดที่ 29% โดยผู้ใช้กลุ่มนี้ใช้ e-Wallet ชำระสินค้าและบริการต่าง ๆ ทุกวัน เฉลี่ยเดือนละ 9 ครั้ง/คน และมียอดการใช้จ่ายราว 300 กว่าบาทต่อหนึ่งบิล อีกทั้งมีแนวโน้มการใช้งานในปริมาณที่มากขึ้นเพิ่มตามจำนวนจุดรับชำระที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า e-Wallet กำลังเติบโตท่ามกลางไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วว่า e-Wallet สามารถช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการจับจ่ายในชีวิตประจำวันของพวกเขาได้ และต่อยอดการใช้งานเมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นทำงาน
- ผู้ใช้ e-Wallet กลุ่ม first jobber และ young executive (ช่วงอายุ 22 - 29 ปี) แบ่งเป็นผู้หญิง 46% และผู้ชาย 54%
- พื้นที่ที่กลุ่ม first jobber และ young executive ใช้งาน e-Wallet มากที่สุดส่วนใหญ่ยังเป็นในกรุงเทพฯ รองมาคือจังหวัดชลบุรี และเชียงใหม่
- ผู้ใช้งานกลุ่มนี้เติมเงินเฉลี่ยเดือนละ 6 ครั้ง และช่องทางที่ใช้เติมเงินมากที่สุดคือ 1. I-banking 2. ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น 3. บัตรเดบิต
- บริการหลักที่กลุ่มวัยเริ่มทำงานใช้ e-Wallet ได้แก่ 1. การเติมเงินและซื้อแพ็กเกจมือถือ 2. การซื้อ Digital Content 3. ใช้จ่ายในส่วนของเซเว่น-อีเลฟเว่น 4. การจ่ายบิล และ 5. การโอนเงินให้คนอื่น
- ช่องทางใช้จ่ายออนไลน์ยอดนิยม 3 อันดับแรก ได้แก่ Google Play Store, MOL และ Netflix
- ร้านค้าออฟไลน์ยอดนิยม 3 อันดับแรก ได้แก่ ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น แมคโคร และเมเจอร์
สิ่งสำคัญที่มนุษย์เราต้องปรับตัวเมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน นอกจากการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อมการทำงานใหม่ ๆ เพื่อนร่วมงานใหม่ ๆ ตารางการทำงานที่เร่งรีบ รวมไปถึงเรื่องส่วนตัวโดยเฉพาะการใช้จ่ายอดออมคือสิ่งสำคัญที่หลายคนอาจละเลย และมักติดกับดักไปกับสิ่งเร้าต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามา ทำให้ควักกระเป๋าจ่ายได้อย่างง่ายดายเหมือนต้องมนตร์ บางคนใช้เงินเกินตัวและไม่เก็บออม เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องใช้เงินก็ต้องไปกู้ยืมมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า พอกพูนจนกลายเป็นหนี้สิน และขาดความรับผิดชอบในการผ่อนจนทำให้เสียประวัติทางการเงินสอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดจากสมาคมธนาคารไทยเผยสถิติคนรุ่นใหม่สร้างหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อยและส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภคมากกว่าหนี้เพื่อการสร้างสินทรัพย์ และมากกว่า 20% กลายเป็นหนี้เสีย ขณะที่อัตราการออมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงปีละ 3% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่ายังขาดวินัยการออม และขาดความระมัดระวังในการบริหารเงินส่วนบุคคล