“การลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท ในการเข้าร่วมลงทุนกับบริษัท เคที เรสทัวรองท์ฯ (KT) หรือร้านซานตา เฟ่ สเต็กเพื่อซื้อหุ้น 88% นั้น ไม่เพียงแต่จะทำให้ภาพของการทำธุรกิจอาหารของเราสมบูรณ์แบบเพราะครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำคือการผลิต กลางน้ำคือจัดจำหน่าย และปลายน้ำคือร้านอาหาร ซึ่งในส่วนหลังนี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะทำหน้าที่เป็นเสมือนห้องวิจัยที่จะทำให้เข้าใจความต้องการของลูกค้า หลังจากที่ก่อนหน้านั้น การทำสินค้าใหม่ เป็นเสมือนการลองผิด ลองถูก แต่หลังจากนี้ เมื่อมีบิ๊กดาต้าที่มาพร้อมกับการลงทุนในเรื่องของเครื่องมือในการวิเคราะห์อย่าง AI จะทำให้เรามองเห็นเทรนด วิเคราะห์ลูกค้าในอนาคตได้”
นั่นคือคำกล่าวของ ปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด (Food Factors) บริษัทในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ ที่พูดถึงเหตุผลของการเข้าซื้อหุ้นของซานตาเฟ่ที่เป็นข่าวฮือฮาในช่วงที่ผ่านมา
การขยับตัวดังกล่าว เป็นการสอดรับกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการเติบโตในธุรกิจอาหารของสิงห์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ภายใต้ มี 6 เสาหลัก ที่เป็นหัวหอกสร้างการเติบโตขององค์กร ประกอบด้วย 1.ธุรกิจเบียร์ โซดา และน้ำดื่ม 2.ธุรกิจบรรจุภัณฑ์บางกอกกล๊าส 3.ธุรกิจระดับภูมิภาค(รีจินัล)ภายใต้ สิงห์ เอเชีย โฮลดิ้ง 4.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยสิงห์เอสเตท 5.ธุรกิจซัพพลายเชน ภายใต้บุญรอดซัพพลายเชน และ 6.ธุรกิจอาหาร โดยฟู้ด แฟคเตอร์ ซึ่งใน 2 ส่วนหลังนี้ อยู่ภายใต้การดูแลของปิติ ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการสร้างการเติบโตไปสู่รายได้ 15,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีถัดจากนี้ไป ซึ่งเป็นการเติบโตจากรายได้ 4,500 ล้านบาทในปัจจุบัน
ก่อนหน้าการปรับโครงการ จนเป็นที่มาของการเกิดบริษัทในเครืออย่างฟู้ด แฟคเตอร์ นั้น ภาพในธุรกิจอาหารของค่ายสิงห์ดูจะไม่ชัดเจนนัก แต่หลังการปรับโครงสร้างองค์กร ทำให้มีทิศทางที่ชัดเจนในการมุ่งสู่การเป็นบริษัทอาหารที่ทำธุรกิจครบวงจรตั้งแต่การผลิต จัดจำหน่าย ไปจนถึงการทำร้านอาหาร ที่ปัจจุบันพอร์ตร้านอาหารของฟู้ด แฟคเตอร์จะประกอบไปด้วย ร้านฟาร์มดีไซน์,ร้านอาหารญี่ปุ่น Kitaohjiและเอส 33 โดยบริษัท เอสคอมพานี จำกัด ดูแลกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร และล่าสุดร้านสเต็กซานตา เฟ่ (Santa fe)ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 117 สาขา และอีก 2 แบรนด์ในเครือของ เคที เรสทัวรองท์ คือเหม็งนัวนัว
ฟู้ด แฟคเตอร์ มีการเตรียมงบไว้ 5,000 ล้านบาท ในการขยายธุรกิจโดยมีทั้งการสร้างเอง และเข้าไปถือหุ้นในธุรกิจอาหารที่มีแนวโน้มในการเติบโตที่ดี โดยปิติ บอกว่า การจะเป็นบริษัทอาหารที่แข็งแกร่งได้นั้น ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าโปรดักท์แชมเปี้ยนที่จะเข้ามาช่วยสร้างการเติบโตแบบยั่งยืนให้กับบริษัท
ปิติ ย้ำว่า การสร้างโปรดักท์แชมเปี้ยนนั้น จะมีทั้งที่ทำเอง และเข้าไปซื้อแบรนด์ที่สามารถนำมาต่อยอดได้ โดยภายใน 5 ปีที่รายได้จะเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 ล้านบาท จะต้องมีโปรดักท์แชมเปี้ยนไม่ต่ำกว่า 25 แบรนด์
เช่นเดียวกับการต่อยอดของร้านอาหารนั้น มีการมองว่า ในช่วง 2 – 3 ปีนี้ จะมีแบรนด์ร้านอาหารใหม่ๆ อีก 2 – 3 แบรนด์ มีร้านอาหารเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 50 สาขา จะมีทั้งที่ปั้นเอง และเข้าไปถือหุ้นในแบรนด์ที่น่าสนใจ โดยปิติบอกว่า แนวทางของฟู้ด แฟคเตอร์นั้น จะเป็นดีเวลอปเม้นต์ คือซื้อมาเพื่อพัฒนาต่อยอดมากกว่าการเป็นอินเวสท์เตอร์ที่เน้นในเรื่องของการลงทุนเพื่อทำกำไรมากกว่า