แม้กระทิงแดงจะไม่ใช่แบรนด์แรกในฐานะผู้บุกเบิกตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของบ้านเรา เพราะก่อนหน้านั้น ลิโพวิตัน – ดี เครื่องดื่มชูกำลังชื่อดังจากญี่ปุ่น ถือเป็นผู้บุกเบิกรายแรกตั้งแต่ปี 2508 แต่กระทิงแดง ก็ได้ชื่อว่า เป็นเครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์แรกที่เข้ามาเปิดตัวทำตลาดกับกลุ่มผู้บริโภคระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นฐานใหญ่ของประเทศ ในฐานะผู้บุกเบิกที่มีการทำตลาดบนจุดขายที่ชัดเจนของแบรนด์ ทำให้กระทิงแดง ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว
ขณะที่เบื้องหลังของการความสำเร็จของกระทิงแดง เกิดจากการตอกย้ำในเรื่องของคุณประโยชน์ของสินค้าที่ให้กำลังงาน มาพร้อมกับข้อความที่สื่อตรงๆ ถึงคุณประโยช์ของสินค้า สั้นกระชับ และเข้าใจง่าย
ความสำเร็จของกระทิงแดงจนกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนในระดับรากหญ้านั้น เป็นที่สนใจของนักลงทุนจากต่างประเทศหลายราย โดยเฉพาะ มร.ดีทริช มาเตสชิต (Dietrich Mateschitz) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเรดบูล ซึ่งถือเป็นมิสเตอร์เรคบูล No 2 รองจากคุณเฉลียว อยู่วิทยา ผู้ปลุกปั้นกระทิงแดง ที่มีโอกาสคลุกคลีกับคุณเฉลียว ในฐานะพาร์ทเนอร์ที่เข้ามาติดต่อธุรกิจร่วมกัน
ย้อนหลังไปเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา มร.ดีทริช มาเตสชิต (Dietrich Mateschitz) มีโอกาสได้รู้จักกับคุณเฉลียว จากการทำธุรกิจร่วมกันซึ่งในตอนนั้น มร.ดีทริช มาเตสชิต เป็นมาร์เก็ตติ้ง ไดเร็กเตอร์ให้กับยาสีฟัน เบลนแด๊กซ์ ที่คุณเฉลียวนำเข้ามาขายในประเทศไทย
เช้าวันหนึ่งที่ริมสระน้ำโรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล มร.ดีทริช มานั่งทบทวน และมองเห็นโอกาสว่า เครื่องดื่มชูกำลังภายใต้แบรนด์กระทิงแดง น่าจะไปได้ดีในตลาดโลก ถ้ามีการทำการตลาดอย่างจริงจัง
จากแนวคิดดังกล่าว กลายเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นที่มาของการก่อตั้งบริษัท Red Bull GmbH ขึ้นในประเทศออสเตรียในปี 2527 เพื่อเป็นฐานในการทำตลาดในยุโรปและอเมริกา โดยคุณเฉลียวถือหุ้น 51% ขณะที่ มร.ดีทริช ถือหุ้น 49%
ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมเฮดออฟฟิศของเรดบูลที่เมือง Salzburg ประเทศออสเตรีย เมื่อร่วม 10 ปีที่แล้ว และได้ฟังการบอกเล่าของ มาเตสชิต โดยเขาบอกว่าต้องใช้เวลากว่า 3 ปีในการทำตลาดแบบใต้ดิน ไล่ตั้งแต่การขออนุญาตจาก FDA การวิจัยตลาดที่รวมถึงการวิจัยผู้บริโภค ที่ขาดไม่ได้ก็คือการวิจัยคู่แข่งขันในตลาด ก่อนที่จะแนะนำสินค้าอย่างเป็นทางการในปี 2530
เรดบูล ถูกส่งลงตลาดด้วยการวางตำแหน่งสินค้าเป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานหรือ Energy Drink ซึ่งเป็นจุดขายที่แทบจะไม่แตกต่างจากการแจ้งเกิดกระทิงแดงครั้งแรกในประเทศไทย
แต่ข้อแตกต่างระหว่างกระทิงแดงกับเรดบูลก็คือ กระทิงแดง เป็นเครื่องดื่มสำหรับผู้บริโภคในระดับรากหญ้า ขณะที่เรดบูลเป็น Luxury Product ราคาพรีเมียม และเป็น Lifestyle Product ที่ตอบสนองกลุ่มคนรุ่นใหม่ การแจ้งเกิดของเรดบูล ไม่ใช่แค่เป็น New Brand แต่เป็นการสร้าง New Category ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในตลาดโลก เครื่องดื่มที่มีอยู่เดิมในตลาด เช่น โคล่า Positioning จะอยู่ที่การดับกระหาย มีลูกเล่นในตลาดก็คือการเติมกลิ่น รสชาติ และคาร์บอเนต
ขณะที่เรดบูลจะขายจุดขายในเรื่องของการให้กำลังงาน ซึ่งเป็นจุดขายที่แตกต่างเครื่องดื่มที่มีอยู่ในตลาด เป็นการนำเสนอ Product Innovative ที่ไม่เคยมีมาก่อน
สิ่งที่เรดบูลนำเสนอให้กับตลาดนั้น เป็นการทำให้ คุณประโยชน์ของสินค้าที่นำเสนอสามารถจับต้องได้ นั่นคือ สารอาหารที่นำเสนอนั้น สามารถให้ผลตามที่บอกไว้ทุกประการ และด้วยการผสมผสานการวางสินค้าเป็น Luxury และการทำการตลาดที่มี Unique ผ่านแคมเปญ Body & Mind หรือร่างกายและจิตใจรวมกันเป็นหนึ่ง
เรดบูล ใช้โฆษณาเข้ามาช่วยให้ผู้บริโภคเข้ามาจับต้องคุณประโยชน์ของสินค้า โดยแยกรูปแบบการสื่อสารไปยังแต่ละกลุ่มเป้าหมาย อาทิ การทำตลาดกับกลุ่มผู้หญิงที่ไม่กล้าดื่ม จะทำโฆษณาเป็นหนังการ์ตูนล้อตัวเขาเองว่า ไม่เคยเชื่อเลยว่าจะมีเครื่องดื่มชนิดนี้ นั่นคือกลุ่มเป้าหมายแรก
ส่วนกลุ่มที่ 2 ที่เป็นกลุ่มที่ชอบลองของใหม่ กลุ่มนี้เมื่อเกิดการลองก็จะติดใจในรสชาติและนำมาสู่การเกิด Loyalty กลุ่มนี้ลองเรดบูลตั้งแต่แรก ปัจจุบันเติบโตเป็นนักธุรกิจ นายธนาคาร ก็ยังคงดื่มเรดบูลต่อ ส่วนกลุ่มที่ 3 จะเป็นพวกซุบซิบว่าจะได้ผลเหรอ ยิ่งซุบซิบมากเท่าไรก็ยิ่งเกิดการอยากลองมากเท่านั้น ส่งผลให้เรดบูลเป็นที่ยอมรับในวงกว้างอย่างรวดเร็ว