รองลงมาคือกลุ่มพรินเตอร์เชิงพาณิชย์ และอุตสาหกรรมที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 10% ได้แก่ พรินเตอร์ฉลากอุตสาหกรรม พรินเตอร์หน้ากว้างใช้ภายในองค์กร พรินเตอร์เพื่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ และพรินเตอร์ป้ายโฆษณา ในส่วนกลุ่ม Epson EcoTank อิงค์เจ็ทพรินเตอร์รุ่นประหยัดเพื่อองค์กรธุรกิจทุกขนาด และกลุ่มดอทเมทริกซ์พรินเตอร์ คาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้จากยอดขาย ณ สิ้นปีงบประมาณ 62 ได้ไม่ต่างจากปีงบประมาณก่อนหน้านั้น
กลยุทธ์ที่จะเข้ามาช่วยสู้ศึกในปีนี้เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดพรินเตอร์ของประเทศไทยผ่าน กลยุทธ์ Double LEAD การนำเสนอคุณค่า (Value Proposition) การนำเสนอคุณค่าที่สามารถแก้ไข Pain Point และตอบโจทย์ความต้องการด้านการพิมพ์งานภายในองค์กรธุรกิจต่างๆ จะเสริมให้บริษัทสามารถประกาศคุณค่าของสินค้าเอปสันได้ 4 ด้าน ได้แก่
- ด้านราคา Total Cost of Ownership หรือต้นทุนการเป็นเจ้าของ เพราะเครื่องพิมพ์เอปสันราคาเครื่องไม่ต่ำ แต่หมึกราคาต่ำทำให้แข่งขันได้ดี
- เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพราะใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า และพิมพ์งานได้หลายแผ่นกว่า
- เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทำให้พิมพ์ได้เร็ว เรียกว่ากะพริบตา 1 ครั้ง งานพิมพ์ออกมาได้ 2 แผ่น โดยที่กินไฟหลักร้อยวัตต์ และ
- การสนับสนุนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น เพราะเครื่องพิมพ์เอปสันสามารถตอบความต้องการการผลิตจำนวนน้อยในแบบเฉพาะ และความต้องการพิมพ์งานออนดีมานด์
“ในปี 2563 นี้ จะเป็นปีของการครบรอบ 30 ปีการก่อตั้งเอปสัน ประเทศไทย ซึ่งบริษัทตั้งเป้าที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ B2B ของประเทศไทยให้ได้ไว้อีกครั้ง พร้อมกับขยายฐานลูกค้าให้กว้างออกไปสู่กลุ่มธุรกิจและอุตสาห กรรมใหม่ๆ ผ่านกลยุทธ์และคุณค่าของเอปสันที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจของลูกค้าได้อย่างชัดเจน ทั้งยังเชื่อว่าสถานการณ์ต่างๆ จะกลับมาสู่ภาวะปกติในไม่ช้า รวมถึงการอนุมัติการเบิกจ่ายของงบประมาณรัฐบาล ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจกลับมาทำงานอีกครั้ง การลงทุนในเทคโนโลยีด้านต่างๆ ขององค์กรธุรกิจก็จะเพิ่มมากขึ้น ตลาดไอทีก็จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง” ยรรยง กล่าวทิ้งท้าย