วิกฤต COVID-19 กำลังจะเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนไปตลอดกาล เพราะ WFH และ Stay Home เพราะนอกจากกำหนดชีวิตให้เราต้องอยู่บ้าน อยู่ห่างกันอย่างน้อย 2 เมตร ใส่หน้ากากทุกครั้งก่อนอ่อนจากบ้านแล้ว วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปครั้งนี้ ทำให้เราคุ้นชินกับการใช้งานในโลกของดิจิตัลมากขึ้น ไม่ว่าจะทำงานออนไลน์ ประชุมออนไลน์ สั่งของออนไลน์
แน่นอนว่า ไลฟ์สไตล์แบบ New Normal ดังกล่าว ทำให้ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวเป็น New Normal ตามไปด้วย
และนี่คือ New Normal ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน 7 อุตสาหกรรม
เพลง
เมื่อการทำรายได้ของธุรกิจดนตรีเปลี่ยนจากการขายเทปบันทึกเสียงไปเป็น live music แต่เมื่อสถานการณ์ COVID-19 บีบบังคับ ทำให้ไม่สามารถจัดงานได้ตามปกติ จึงเกิด New Normal และกลายเป็นโอกาสในการทดลองโมเดลการหารายได้และรูปแบบการจัดงานแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น การจัด live เล่นดนตรีออนไลน์และให้ผู้เข้าชมเลือกจ่ายเพื่อ สนับสนุนศิลปิน หรือการปล่อยเพลงใหม่ มีวิธีและกลยุทธ์หลากหลายมากขึ้น เช่น การปล่อยผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น Instagram/ TikTok/ Spotify/ YouTube รวมถึงทางเลือกใหม่ๆ ในการจัดงาน เช่น การจัดงานบนออนไลน์ และเป็นแบบ virtual โดยคาดว่าต่อไปจี้ การจัด Virtual concert จะเป็นอีกทางเลือกของอุตสาหกรรมดนตรี
กีฬา
หลังจากสถานการณ์ดรคระบาดคลี่คลาย แต่การขายตั๋วเข้าชม ขายสปอนเซอร์ และขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดจะไม่ใช่รายได้ก้อนเดียวที่ธุรกิจกีฬาจะตักตวง เพราะหากมองเป็นธุรกิจ content ก็จะมีมุมในการสร้างรายได้ทางอื่นมากขึ้น และ content ที่ว่านี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ตัวนักกีฬานั่นแหละที่ปั้นให้เป็น content ชนิดหนึ่ง และสามารถผลิตเนื้อหาใหม่ๆ ให้ฐานแฟนคลับติดตามได้ เช่น การทำเบื้องหลังการฝึกซ้อม/ การทำ workout from home / การจัดแข่งเกมของนักกีฬา เช่น ในลีคสเปนมีการจัดแข่งขัน FIFA โดยให้แต่ละทีมส่งผู้เล่นมาแข่งขันกัน โดยนำเงินที่ได้ไปบริจาคช่วย COVID-19
ในวิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสของธุรกิจ E-Sports เนื่องจากเป็นกีฬาที่คนเข้าถึงได้ง่ายที่สุดในช่วงเวลานี้ และเป็นโอกาสสร้างความเข้าใจให้ E-Sports เป็นเรื่องที่ยอมรับมากขึ้นในครอบครัว รวมถึงเป็นการหากลุ่มแฟนใหม่ๆ
อสังหาริมทรัพย์
อุตสาหกรรมนี้จะเกิด New Normal ในหลายๆ ด้าน หลังจากคนเริ่มคุ้นชินกับการทำงานที่บ้าน ดังนั้นดีเวลลอปเปอร์จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเรื่องฟังก์ชั่นภายในบ้านหรือคอนโดฯ ตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปด้วย
- ให้น้ำหนักไปกับ Living Room หรือห้องทำงานมากกว่าห้องนอน เพราะเมื่อคนทำงานอยู่ที่บ้าน มักใช้เวลาในห้องเหล่านี้มากกว่าห้องนอน
- ปรับพื้นที่ส่วนกลางที่เคยให้ความสำคัญกับการมี Co-working space หรือ Co-kitchen ด้วยการเพิ่มระยะห่างมากขึ้น และชูจุดขายเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว เช่น ห้องครัว หรือห้องทำงาน แบบรองรับคนเพียงคนเดียว จะเป็นรูปแบบที่ถูกได้รับความสำคัญมากอย่างยิ่ง เพราะคนใช้ชีวิตกับตัวเองมากขึ้น
- ซื้อขายบ้านยุคใหม่ ไม่ต้องชมห้องตัวอย่างจริงจากโครงการ คลิปวิดีโอรีวิวจะมีความสำคัญมากขึ้น ผู้บริโภคจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการเปรียบเทียบแต่ละโครงการ แทนการตระเวนสำรวจทีละ 5-10 โครงการด้วยตัวเอง
- ดีเวลลอปเปอร์จะขายโปรดักท์ผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์มากขึ้น อาทิ การเปิด Official Store บนแพลทฟอร์ม Shopee และ Lazada รวมถึงเว็บไซต์ของบริษัท
- ความจำเป็นในการอยู่อาศัยในเขตเมืองอาจลดลง ที่พักอาศัยจำเป็นต้องมีขนาดใหญ่เพียงพอ เพื่อให้คนใช้ชีวิตทั้งวันต่อเนื่องได้โดยไม่เบื่อ ซึ่งจะส่งผลให้คนกล้าตัดสินใจซื้อบ้านในสถานีที่ไกลจากที่ทำงานมากขึ้น เพื่อให้ได้ห้องพักขนาดใหญ่ขึ้น ภายใต้งบประมาณเดิม สำหรับคอนโดอาจต้องมีขนาดประมาณ 35 ตร.ม.ขึ้นไป เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ใหม่ของผู้บริโภค
- จะมีการนำเทคโนโลยีมาตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบไร้สัมผัส หรือ Touchless เช่น ระบบสแกนจากการจดจำใบหน้า (Face Recognition) หรือระบบการสั่งการด้วยเสียง (Voice Command) สำหรับใช้ในพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ลิฟท์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยด้านสุขภาพในการใช้งาน
ค้าปลีก
กลุ่มรีเทลเป็นอีกกลุ่มสำคัญที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ผู้เช่าที่เคยเช่าพื้นที่ขายของในห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน หรือแม้แต่คอมมูนิตี้มอลล์ต่างๆ จะเริ่มคุ้นชินกับการขายของผ่านออนไลน์ ดังนั้น ต่อจากนี้ไปหน้าร้านจะถูกลดบทบาทความสำคัญลง ผู้เช่าคุ้นชินกับการขายของผ่านโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น มีทักษะด้านออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การมีหน้าร้านหรือการเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่จะถูกลดทอนขนาดการเช่าลง แต่เน้นเรื่องการให้บริการออนไลน์ และการส่งเดลิเวอรี่หรือให้ลูกค้าไปรับสินค้าที่หน้าร้านแทนมากยิ่งขึ้น
กลุ่มค้าปลีกต้องวางแผนการปรับตัวอย่างมากเพื่อให้พื้นที่เช่ายังคงเป็นที่ต้องการอยู่ ร้านค้าจะเป็นดิสเพลย์ที่ให้ประสบการณ์หลังจากศึกษาข้อมูลออนไลน์ หรือเข้ามาเพื่อรับบริการหลังการขายต่างๆ มากกว่า การตกแต่งภายในของพื้นที่อาจมีความจำเป็นน้อยลง นอกจากนี้พื้นที่ค้าปลีกอาจมี Stand alone เพื่อบริการเดลิเวอรี่มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้างสรรพสินค้าใหญ่อีกต่อไป
สำนักงานให้เช่า
พฤติกรรมของคนได้ถูกปรับเปลี่ยนไปแล้ว เพราะการทำงานที่บ้านเริ่มได้รับการยอมรับ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดเทรนด์ต่อไป แม้ว่าเหตุการณ์โควิดจะผ่านไปแล้วก็ตาม ส่งผลให้บริษัทต้องการพื้นที่ออฟฟิศลดลง ทั้งจำนวนที่นั่ง โต๊ะทำงาน และห้องประชุม และจะส่งผลกระทบต่อเจ้าของอาคารอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับมือและต้องปรับตัว อาทิเช่น
- ปรับปรุงระบบ Facilities ของอาคารให้สามารถสนับสนุนการทำงานข้ามไปข้ามมาระหว่างที่อาคารสำนักงาน (Head Office) กับการทำงานนอกสถานที่ (Home) โดย Facilities ที่สำคัญ ได้แก่ ระบบทางด้าน IT ที่จะต้องมีความพร้อมในขั้นสูงสุด และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนระบบให้ได้อย่างรวดเร็วตามกระแสการใช้งาน
- เข้าใจในรูปแบบของผู้เช่า อาจจะต้องปรับรูปแบบของสัญญาเช่าและพื้นที่เช่าให้มีความยืดหยุ่นได้ตามความต้องการ
- จากการที่ Supply & Demand กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ ในขณะที่ Supply กำลังจะมีคู่แข่งเข้ามาในตลาดที่มากขึ้น ทางด้าน Demand ก็กำลังจะเปลี่ยนรูปแบบของความต้องการ แน่นอนเลยคือตลาดจะพบกับการแข่งขันที่ดุเดือด สิ่งที่จะเห็นได้คือ สงครามราคา ดังนั้นผู้ประกอบการที่ปรับตัวและพร้อมที่จะแข่งขันในเรื่องราคาและบริการได้ก่อนผู้ประกอบการรายอื่น ก็จะสามารถผ่านช่วงเวลาท้าทายช่วงนี้ไปได้อย่างไม่ลำบาก
การศึกษา
e-Learning และ Virtual Learning หรือการเรียนการสอนสด กำลังจะเข้ามามีบทบาทในระบบการศึกษาไทย ผ่านเทคโนโลยี Live Streaming ต่างๆ โดยที่ผ่านมา หลายแหล่งเริ่มใช้ระบบการเรียนการสอนผ่าน e-Learning กันมากขึ้น เช่น มหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น Harvard, Princeton, Stanford ใช้การเรียนการสอนเสมือนจริง หรือ Virtual Education เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้จากทางไกล
โรงแรม
ดูเหมือนว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ได้รับแรงกระแทกมากที่สุด เพราะเป็นธุรกิจแรกที่ได้รับผลกระทบทันที และยังเป็นธุรกิจที่มีการจ้างงานมากที่สุดด้วย แต่เมื่อสถานการณ์กลับมาเริ่มฟื้นตัว ก็ไม่ได้หมายความลูกค้าจะกลับมาท่องเที่ยวในทันที เพราะคนส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวังการเดินทาง และอยู่ในช่วงรัดเข็มขัดอย่างต่อเนื่อง แต่สมาคมโรงแรมฯ หลายแห่งเริ่มมีการเจรจากันแล้วว่า หลังจากนี้ไปจะมีมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว เช่น-
- รักษาระยะห่างใน Common Area ของโรงแรมอย่างบริเวณสนามหญ้า โดยกำหนดให้ต้องห่างกันในระยะ 2-3 เมตร
- จำกัดจำนวนผู้ที่ลงไปเล่นในสระว่ายน้ำ รวมถึงควบคุมความสะอาดของสระว่ายน้ำ
ไม่มีบริการบุฟเฟต์ แต่จะเสิร์ฟอาหารในลักษณะ a la cart