BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
16,826
VIEWS

เทรนด์การทำงานในยุคดิจิทัล ต้องยืดหยุ่น เปิดกว้าง เพื่อสร้างรายได้

พ.ค. 01, 2563 P.Narata

ในยุคที่ธุรกิจต้องปรับตัวตามกระแส Digital Disruption รูปแบบการทำงานเกิดการเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน เนื่องจากเทคโนโลยีได้เข้ามาทำลายข้อจำกัดของเวลา และสถานที่ พร้อมช่วยอำนวยความสะดวกให้สามารถทำงานจากที่ไหน หรือเวลาใดก็ได้ ส่งผลให้เกิดรูปแบบของการทำงานมีอิสระมากขึ้น เนื่องจากมีเวลาในการทำงานที่ยืดหยุ่นขึ้น สามารถเลือกรับงานได้ตามความเหมาะสม

 

เทรนด์ของการทำงานในยุคดิจิทัล มีทั้งกลุ่มงานฟรีแลนซ์ การขายสินค้าออนไลน์ รวมไปถึงการสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์ม หรือแอพพลิเคชันต่างๆ เช่น การเป็นพาร์ทเนอร์คนขับ-จัดส่งสิ่งของ หรืออาหาร ที่ปัจจุบันมีอยู่หลากหลายแบรนด์ และหนึ่งในแบรนด์ยอดนิยมก็คือ แกร็บ (Grab) มีทั้ง แกร็บไบค์ (GrabBike) และแกร็บฟู้ด (GrabFood) ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถสร้างรายได้เสริมจากการใช้ประโยชน์ของแอพพลิเคชัน เพียงแค่มีใจรักบริการ มีใบขับขี่ และไม่มีประวัติอาชญากรรม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ผู้คนในสังคมกำลังเผชิญกับวิกฤติ COVID-19 ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องหยุดชะงัก บางคนจึงถูกเลิกจ้างจากการที่ธุรกิจปิดตัวลง จึงหันมาหาแหล่งรายได้ใหม่ด้วยการสมัครเป็นคนจัดส่งอาหารหรือสิ่งของ ทำให้ “พาร์ทเนอร์แกร็บ” กลายเป็นอีกหนึ่งอาชีพทางเลือกที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น แม้แต่กัปตันสายการบินที่รายได้หดหายยังแขวนหมวกนักบินมาขับแกร็บส่งอาหาร

ความน่าสนใจของการเป็น “พาร์ทเนอร์แกร็บ” นอกเหนือจากค่าตอบแทนที่ได้จากการให้บริการแล้ว แกร็บยังมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ ให้กับพาร์ทเนอร์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็น โบนัส หรืออินเซนทีฟ ประกันอุบัติเหตุ และยังมีส่วนลด หรือสิทธิพิเศษจากพันธมิตรของแกร็บ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากแกร็บมีการออกเอกสารรับรองรายได้ให้กับพาร์ทเนอร์ ซึ่งสิทธิประโยชน์ส่วนนี้จะแตกต่างกันไปตามระดับของการรับงาน

สำหรับวันแรงงานแห่งชาติปีนี้ แกร็บ ได้นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับพาร์ทเนอร์คนขับ และผู้รับส่งอาหาร-พัสดุในประเทศไทย* มาดูกันว่า พาร์ทเนอร์ของแกร็บที่มีอยู่นับแสนรายในปัจจุบันเป็นคนกลุ่มไหนกันบ้าง ( ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2563)

 

 กว่า 3 ใน 4 ให้บริการจัดส่งอาหาร และพัสดุ

•  จัดแบ่งตามประเภทบริการ พาร์ทเนอร์ส่วนใหญ่ของแกร็บถึง 77% ให้บริการจัดส่งอาหารผ่านแกร็บฟู้ด (GrabFood) และบริการจัดส่งพัสดุผ่านแกร็บเอ็กซ์เพรส (GrabExpress) ในขณะที่ 23% ให้บริการการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น แกร็บคาร์ (GrabCar) แกร็บแท็กซี่ (GrabTaxi) แกร็บไบค์ (GrabBike) รวมไปถึงบริการคนขับรถยนต์ส่วนตัวอย่างแกร็บไดรฟ์ยัวร์คาร์ (Grab Drive Your Car)

•  จัดแบ่งตามประเภทของยานพาหนะที่ใช้ 64% ของพาร์ทเนอร์แกร็บใช้รถจักรยานยนต์ในการรับงาน ขณะที่ 35% ใช้รถยนต์เพื่อให้บริการการเดินทาง รวมถึงการจัดส่งพัสดุ ที่น่าสนใจคือมี 1% ที่ไม่ได้ใช้ยานพาหนะใดๆ แต่เลือกใช้ “การเดินเท้า” เพื่อจัดส่งอาหารในระยะใกล้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แกร็บฟู้ด วอล์ค” (GrabFood Walk) ซึ่งส่วนมากเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ต้องการหารายได้เสริมระหว่างเรียน

 

 

กลุ่มหลักคือ หนุ่ม Gen Y

• จัดแบ่งตามวัย หรือเจเนอเรชัน พบว่าพาร์ทเนอร์ของแกร็บอยู่ในกลุ่มเจน Y (คือคนที่เกิดระหว่างปี 2523 - 2537) มากที่สุดถึง 48.5% รองลงมาคือเจน X (คือคนที่เกิดระหว่างปี 2503 - 2522) คิดเป็น 26% และเจน Z (คือคนที่เกิดระหว่างปี 2538 - 2553) คิดเป็น 24% ในขณะที่กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (คือคนที่เกิดก่อนปี 2503) มีสัดส่วนเพียง 1.5% โดยพบว่าพาร์ทเนอร์ที่มีอายุมากที่สุดคือ 83 ปี

•จัดแบ่งตามเพศ แน่นอนว่าพาร์ทเนอร์ส่วนใหญ่ของแกร็บถึงกว่า 86% เป็นเพศชาย แต่ก็เริ่มเห็นว่ามีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่เริ่มหันมารับงานอิสระเพื่อสร้างรายได้เสริมจากการให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร ส่งอาหาร รวมถึงส่งของ

 

สู้ COVID-19 ด้วยรายได้เสริมที่มาจากงานพาร์ทไทม์

• ด้วยลักษณะการทำงานที่ยืดหยุ่น สามารถเลือกช่วงเวลาที่รับงานได้ตามความสะดวกของตนเอง ทำให้คนส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์จากแอพพลิเคชันแกร็บในการหารายได้เสริม โดยมีพาร์ทเนอร์แกร็บมากถึง 71% ที่เลือกรับงานแบบพาร์ทไทม์ (Part-time) คือมีระยะเวลาในการให้บริการน้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่ 29% ของพาร์ทเนอร์ตั้งใจใช้แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างแกร็บเป็นช่องทางในการหารายได้หลักโดยรับงาน 8 ชั่วโมงต่อวันขึ้นไป โดยกลุ่มนี้รวมถึงพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บแท็กซี่ ซึ่งส่วนใหญ่ขับรถรับจ้างเป็นอาชีพอยู่แล้ว

•  เมื่อเจาะลึกไปที่ระยะเวลา หรือจำนวนปีที่พาร์ทเนอร์เหล่านี้ให้บริการ พบว่ามีพาร์ทเนอร์ 2.5% ที่ถือเป็นแกร็บรุ่นบุกเบิกที่อยู่บนแพลตฟอร์มแกร็บมายาวนานกว่า 5 ปี ขณะที่พาร์ทเนอร์ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มที่ให้บริการไม่เกิน 3 ปีเป็นช่วงเดียวกับที่แกร็บได้เริ่มบุกตลาดการจัดส่งอาหารผ่านแกร็บฟู้ด (GrabFood) อย่างจริงจัง แบ่งเป็นกลุ่มที่เป็นพาร์ทเนอร์มาแล้ว 1 - 3 ปี จำนวน 26.5%  และ 6 เดือน – 1 ปีจำนวน 19% แต่ที่ถือเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดถึงกว่า 44% นั้น คือกลุ่มที่เพิ่งสมัครเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์แกร็บน้อยกว่า 6 เดือน

โดยพาร์ทเนอร์กลุ่มนี้ รวมถึงกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบในช่วงวิกฤตโควิด-19 อย่างพนักงานประจำที่ต้องพักงานหรือถูกลดเงินเดือน จึงเข้ามาสมัครเป็นพาร์ทเนอร์แกร็บเพื่อหารายได้เสริม โดยระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคมที่ผ่านมา แกร็บได้เปิดรับพาร์ทเนอร์ผู้จัดส่งอาหารแล้วกว่า 29,000 อัตราเพื่อเปิดโอกาสในการสร้างรายได้เสริมให้กับคนไทยในภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ

• ปัจจุบัน บริการของแกร็บครอบคลุมใน 26 จังหวัดทั่วประเทศ แต่สำหรับ 5 จังหวัดที่มีจำนวนพาร์ทเนอร์แกร็บมากที่สุดยังคงเป็นเมืองใหญ่ของทุกภูมิภาค และเป็นจังหวัดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น และนครราชสีมา

 

โอกาสที่เปิดกว้างจากแอพบนมือถือ

จะเห็นได้ คนที่สนใจเข้ามาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์แกร็บไม่ได้จำกัดแค่อยู่เพียงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงเป็นโอกาสในการสร้างรายได้จากเทคโนโลยีนั้นเปิดกว้างสำหรับคนทุกกลุ่ม ทั้งในช่วงสถานการณ์ปกติ หรือแม้แต่ยามที่หลายภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายของวิกฤต COVID-19 โดยรูปแบบของงานประเภทนี้ก็ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือก และมีบทบาทสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้

ปัจจุบัน แกร็บ (Grab) คือ ซูเปอร์แอพที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันให้กับผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแอพพลิเคชันแกร็บถูกดาวน์โหลดไว้บนโทรศัพท์มือถือมากกว่า 163 ล้านเครื่อง ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ ร้านค้า และผู้แทนกว่า 9 ล้านราย และแกร็บยังมีเครือข่ายการให้บริการขนส่งทางบกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ให้บริการการเดินทางไปแล้วมากกว่า 3 พันล้านเที่ยว นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 2555

นอกเหนือจากบริการการเดินทางแบบออนดีมานด์ที่มีความหลากหลายแล้ว แกร็บยังนำเสนอบริการด้านอื่นๆ ให้กับผู้ใช้งานทั่วทั้ง 339 เมืองใน 8 ประเทศ ได้แก่ การบริการรับส่งอาหาร การจัดส่งสินค้าและพัสดุ ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนบริการทางการเงิน

 

Café Amazon ยืนหยัดในฐานะ Trendsetter ขับเคลื่อนตลาดด้วยนวัตกรรม และความเข้าใจผู้บริโภคในทุกมิติ

รพส.ทองหล่อ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ผู้นำแห่งอนาคต คว้ารางวัลเกียรติยศ "Leader of Business" จากเวที Future Trends Awards 2026

สยามเซ็นเตอร์ เปิดรันเวย์ซัมเมอร์ โชว์พลังไทยสร้างสรรค์ “SIAM CENTER THE SUMMER TRENDSETTER: The THAIdeaopolis Runway”

เจาะลึก Social Media Marketing Trends 2026 เมื่อ AI และความจริงใจคือหัวใจสำคัญของการตลาดดิจิทัล

เอพี ไทยแลนด์ ครองความเป็นผู้นำอสังหาฯ ไทย ชนะ 6 สุดยอดรางวัล มากที่สุดในกลุ่มอสังหาฯ จาก Future Trends Awards 2026

Beger คว้า 3 รางวัลใหญ่จาก Future Trends Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ตอกย้ำแบรนด์อันดับ 1 ด้านเทคโนโลยีสีที่สร้าง Impact ต่อผู้ใช้งานและสังคมอย่างยั่ง

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact