จากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมกำลังเคลื่อนจากระบบที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปสู่โครงสร้างใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและพลังงานสะอาดอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน ความไม่แน่นอนของซัพพลาย และแรงผลักดันด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นในระดับโลก การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เป็นเพียง “เทรนด์” แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างใหม่ของอุตสาหกรรม ที่บังคับให้ผู้เล่นเดิมต้องทบทวนบทบาทของตัวเองอย่างจริงจัง
ในมุมของ “บางกอกเคเบิ้ล” ผู้ผลิตสายไฟที่มีบทบาทสำคัญในโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าของประเทศไทย มองเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างชัดเจนและตระหนักว่า การอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดิมอาจไม่เพียงพอในระยะยาว ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 6 ทศวรรษ บริษัทได้ผลิต พัฒนา และส่งมอบสายไฟฟ้า อันเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของไทยให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปีนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาองค์กรให้สามารถเติมเต็มความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าอย่างครบวงจร
ปีนี้ทำให้ได้เห็นการเคลื่อนไหวของ “บางกอกเคเบิ้ล” ไปในทิศทางธุรกิจที่จะเป็น “มากกว่าผู้พัฒนาสายไฟฟ้า” โดยเดินหน้าสู่การเป็น “ผู้ให้บริการโซลูชันด้านพลังงานไฟฟ้า” (Energy Solution Provider) อย่างครบวงจร ด้วยการ Repositioning ครั้งใหญ่ จาก “สายไฟ” สู่ Energy Solution โดยล่าสุดเข้าซื้อกิจการ บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรชั้นนำของไทย เข้ามาเป็นบริษัทในเครือบางกอกเคเบิ้ล เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในระดับโลกและประเทศไทย
พงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย และผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานไฟฟ้า ในปี 2021 จึงได้ร่วมก่อตั้ง ION Energy ในรูปแบบสตาร์ทอัพ และได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้นำในตลาดโซลาร์ภาคครัวเรือนมานานกว่า 5 ปี
ในช่วง 3 – 5 ปี ก่อนหน้านี้ ธุรกิจโซลาร์ถือเป็น Niche Market ที่ผู้คนไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก แต่จากแนวโน้มพลังงานโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างชัดเจน จากความผันผวนของสถานการณ์ต่างๆ และมาตรการภาครัฐที่ช่วยลดหย่อนภาษีให้ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูงสุดถึง 200,000 บาท กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดโซลาร์ ขยับเข้าสู่ตลาดหลักเร็วขึ้น
“ปีนี้เรามองว่าเป็นปีของโซลาร์ เนื่องจากมาตรการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาในการติดตั้งโซลาร์ของภาครัฐ และนโยบายสินเชื่อที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม จึงตัดสินใจเข้ามาถือหุ้นเพื่อตอบสนองการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านจากฟอสซิลไปสู่ไฟฟ้า โซลาร์เป็นพลังงานที่มีศักยภาพสูงทั้งในแง่ต้นทุนและการเติบโต แต่ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านแสงแดด ดังนั้นการสร้าง ION Energy ขึ้นมา คือการเตรียมตัวสำหรับอนาคตของพลังงาน ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์ธุรกิจในวันนี้ แต่คือระยะยาวของประเทศ” พงศภัค กล่าว

ขยายตลาดผ่าน 3 จุดแข็ง ION Energy
ที่ผ่านมา ION Energy เติบโตขึ้นจากการมองเห็นช่องว่างของตลาดตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเลือกโฟกัสตลาดครัวเรือนและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในช่วงเวลานั้นยังไม่มีผู้เล่นรายใหญ่ให้ความสำคัญ การสร้างโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภค ทั้งในด้านต้นทุน การเข้าถึง และความสะดวกในการใช้งาน ทำให้บริษัทสามารถสร้างฐานตลาดขึ้นมาได้จริง และกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในเซกเมนต์นี้ภายในระยะเวลาไม่นาน
วันนี้ ION Energy ถือเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ ได้รับความไว้วางใจจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ อาทิ แสนสิริ ศุภาลัย เอสซี เอพี มีปริมาณการติดตั้งสะสมมากกว่า 6,500 หลัง โดย ION Energy มีจุดเด่นถึง 3 ด้าน คือ
1.เครือข่ายพันธมิตรแข็งแกร่ง ION Energy ร่วมมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำและพันธมิตรทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ช่วยขยายฐานลูกค้าและเข้าถึงตลาดในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.ความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน บริษัทมีประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาร์จริงในระดับใหญ่ พร้อมควบคุมคุณภาพ เวลา และต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงศักยภาพในการส่งมอบงานที่เชื่อถือได้ในระดับอุตสาหกรรม
3.แพลตฟอร์มพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต ION Energy มีโครงสร้างธุรกิจที่สามารถขยายจากโซลาร์รูฟท็อปไปสู่โครงการขนาดใหญ่ การต่อยอดสู่ Energy Platform รองรับการเติบโตของตลาดพลังงานสะอาดในระยะยาว
ทางด้าน พีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร กล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 2563 ภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโซลาร์ (Solar Energy Business Landscape) มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก อาทิ ความสำคัญของพลังงานสะอาดต่อภาคธุรกิจ ต้นทุนเทคโนโลยีที่ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับราคาขายที่จับต้องได้มากขึ้น จำนวนผู้เล่นในตลาดที่เพิ่มขึ้น
สำหรับตลาดธุรกิจโซลาร์ในไทยถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มีมูลค่าหลักแสนล้านบาท จากจำนวนประชากรที่มีอยู่ราว 20 ล้านครัวเรือน คาดว่าจะมีครัวเรือนที่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านครัวเรือน ปัจจุบัน มีครัวเรือนไทยที่ติดตั้งโซลาร์สะสมเพียงแค่ 70,000 ครัวเรือนเท่านั้น
“การที่เราเข้ามาเป็นบริษัทในเครือบางกอกเคเบิ้ล จะช่วยให้เรามีต้นทุนในการแข่งขันที่ดียิ่งขึ้น เพราะสายไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนอันดับ 3 ของธุรกิจโซลาร์ รองจากตัวแผงโซลาร์และ Inverter ขณะเดียวกัน การได้เป็นส่วนหนึ่งของบางกอกเคเบิ้ล ช่วยให้เราขยายตลาดโซลาร์ในภูมิภาค มีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และมีขีดความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีของเราให้โดดเด่นเหนือภาพรวมตลาด” พีรกานต์ กล่าว

จากเมกะเทรนด์สู่ปีทองโซลาร์ไทย
ปี 2026 ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดโซลาร์ไทย จากหลากหลายปัจจัย ทั้งนโยบายภาครัฐที่ชัดเจนมากขึ้น มาตรการลดหย่อนภาษี และเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยลดอุปสรรคในการลงทุนของผู้บริโภค ปัจจัยเหล่านี้กำลังทำหน้าที่เป็นตัวปลดล็อกดีมานด์ในตลาดอย่างเป็นรูปธรรม และมีแนวโน้มจะทำให้โซลาร์ก้าวเข้าสู่ตลาด Mass ได้เร็วยิ่งขึ้น
ในเชิงโครงสร้าง การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญไม่ได้มีแค่พัฒนาการด้านเทคโนโลยี แต่ยังมีเรื่องของ “บทบาทผู้ใช้พลังงาน” ที่กำลังเปลี่ยนไปจากเดิมเป็น Consumer สู่การเป็น Prosumer ที่สามารถผลิตไฟฟ้าและนำมาใช้ได้เอง โดยแนวคิด Behind the Meter หรือ Solar Rooftop จะเป็นหัวใจของระบบพลังงานยุคใหม่ โดยเฉพาะในบริบทที่ค่าไฟมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานโลก และความผันผวนของเชื้อเพลิง
แม้ตลาดจะมีศักยภาพสูงในระดับแสนล้านบาท แต่การติดตั้งจริงยังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับจำนวนครัวเรือนที่สามารถติดตั้งได้ สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยังอยู่ในช่วง Early Growth และยังมีพื้นที่ให้ผู้เล่นสามารถขยายตลาดได้อีกมหาศาลในระยะต่อไป โดยเฉพาะผู้ที่สามารถแก้ Pain Point เรื่องความเข้าใจ การเข้าถึงเงินทุน และความเชื่อมั่นได้อย่างครบวงจร
พงศภัค ยังมองว่า เมกะเทรนด์ในตลาดโลกค่อนข้างชัดเจน และเชื่อว่าปีนี้จะเป็นปีของโซลาร์ไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้ร่วมก่อตั้ง SHARGE ซึ่งเป็นผู้นำด้าน EV Charging ในช่วงที่ภาครัฐมีนโยบายออกมาช่วยผลักดัน ส่งผลให้ตลาดเติบโตแบบก้าวกระโดดทันที เช่นเดียวกับนโยบายภาครัฐในปัจจุบันที่สนับสนุนทั้งเรื่องภาษีและซอฟต์โลนให้กับโซลาร์ จึงมั่นใจว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้ตลาดโซลาร์ไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะตลาดกภาคครัวเรือน ซึ่งธุรกิจ EV Charging เป็นบทพิสูจน์ที่ดี
แนวโน้มและทิศทางของโซลาร์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน แม้ว่าโซลาร์ในไทยจะมีมานานแล้วแต่เดิมเป็นรูปแบบ Front of the Meter คือผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าแล้วขายให้รัฐเพียงอย่างเดียว เพราะรูปแบบของอุตสาหกรรมเดิมเป็น Single Buyer Model แต่ปัจจุบันมองเห็นการเติบโตของ Behind the Meter หรือการผลิตไฟฟ้าใช้เองหลังมิเตอร์ไฟฟ้าในบ้าน บนหลังคาบ้าน หรือในโรงงานอุตสาหกรรม ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง ไปจนถึงเอสเอ็มอี ปัจจุบันการเติบโตของ Solar Rooftop กำลังแซงหน้า Solar Farm ไปไกลมาก
“ในด้านการลงทุน เรามองแบบ Long-term เนื่องจากไม่ได้เป็นบริษัทมหาชน การ Scale ธุรกิจ จึงต้องมองข้ามไป 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งเราเห็นองค์ประกอบและปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามา จนเชื่อมั่นว่าประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำในตลาดโซลาร์ Behind the Meter ได้” พงศภัค กล่าว

โอกาสและความท้าทายโซลาร์ไทย
การผนึกกำลังระหว่างบางกอกเคเบิ้ลและ ION Energy จึงไม่ได้เป็นเพียงการรวมทรัพยากร แต่คือการสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันในตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ ในมิติของต้นทุน การที่บางกอกเคเบิ้ลเป็นผู้ผลิตสายไฟรายใหญ่ ช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพและลดต้นทุนของระบบโซลาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของการติดตั้งได้โดยตรง
ขณะเดียวกัน เครือข่ายการจัดจำหน่ายและความน่าเชื่อถือของบางกอกเคเบิ้ล ยังช่วยเปิดทางให้ ION สามารถขยายตลาดได้ในระดับประเทศ ทั้งในกลุ่มครัวเรือน อสังหาริมทรัพย์ และเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีศักยภาพสูง การเชื่อมต่อระหว่าง Infrastructure, Solution และ Distribution จึงกลายเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การ Scale ธุรกิจสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พีรกานต์ ชี้ว่า โอกาสของตลาดโซลาร์ไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทาย 3 เรื่องหลัก คือ 1.การสร้างความเข้าใจให้ผู้บริโภคมองโซลาร์เป็น “การลงทุนระยะยาว” เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ท่ามกลางความเสี่ยงด้านพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้น 2.ความสามารถในการจ่าย ซึ่งยังเป็นอุปสรรคจากต้นทุนติดตั้งระดับ 1–2 แสนบาท ทำให้ต้องพัฒนาเครื่องมือทางการเงินอย่าง Green Loan และ Solar Leasing เพื่อช่วยให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และ 3.ความน่าเชื่อถือของระบบ ที่ต้องอาศัยมาตรฐานการติดตั้งและการดูแลระยะยาว
พงศภัค มองว่า อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างพลังงาน จากระบบรวมศูนย์สู่ยุคที่ผู้บริโภคกลายเป็น “Prosumer” หรือผลิตและใช้ไฟเอง ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้ไฟเปลี่ยนไป โดยช่วงกลางวันความต้องการไฟจากโครงข่ายลดลง แต่จะพุ่งสูงในช่วงค่ำหลัง 18.00 น. เกิดเป็นปรากฏการณ์ Duck Curve ที่ย้ายช่วงพีคไปกลางคืน เป็นโจทย์ใหม่ของภาครัฐในการบริหารจัดการไฟฟ้าให้สามารถรองรับความต้องการที่เปลี่ยนไป
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจหลังจากนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการหลังการขายของบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เนื่องจากโซลาร์รูฟท็อป จะเป็นสิ่งที่อยู่กับลูกค้าแต่ละรายไปประมาณ 30 ปี นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาโดรนล้างโซลาร์ เพื่อสะท้อนให้ผู้บริโภคเห็นถึงนวัตกรรมในการส่งมอบบริการที่ทันสมัย และรวดเร็วยิ่งขึ้น
บริษัทยังมีแผนเปิดตัวศูนย์บริการในหัวเมืองใหญ่ที่มีความต้องการโซลาร์เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค และทันการใช้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท คาดว่าภายในสิ้นปี 2569 จะสามารถติดตั้งโซลาร์ให้แก่ครัวเรือน 1,500-2,000 หลัง
อย่างไรก็ตาม การขยับของ “บางกอกเคเบิ้ล” ในครั้งนี้ สะท้อนมุมมองขององค์กรที่เข้าใจถึงทิศทางของอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปลี่ยนเกมจากการเป็น “ผู้ผลิตสายไฟ” สู่บทบาทของ “ผู้ให้บริการโซลูชันด้านพลังงานไฟฟ้า” ในวันที่พลังงานไม่ได้เป็นเพียง Utility แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ของเศรษฐกิจ ที่เป็นมากกว่าโอกาสทางธุรกิจ แต่คือการ Repositioning เพื่อรับการเปลี่ยนผ่านของโลกพลังงานยุคใหม่
