ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศผลประกอบการโดดเด่นใกล้เคียงช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า ปัจจัยหลักจากประสิทธิภาพบริหารจัดการและต้นทุน เผยแผนช่วงครึ่งปีหลัง ลดจำนวนโครงการ มั่นใจฐานะการเงินแข็งแกร่ง นำพาองค์กรผ่านวิกฤต
ไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้คอนเซ็ปท์ “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” กล่าวว่าในปี 2563 นี้ จะเป็นปีที่ท้าทายความเป็นมืออาชีพอย่างมาก โดยเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งการ Lock Downทั่วโลกได้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจต่างๆ ในวงกว้างทั้งภาคธุรกิจSMEs ธุรกิจรายใหญ่ และภาคประชาชน รวมถึงภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้เช่นกัน
ประธานกรรมการบริหาร กล่าวต่อไปว่าลลิล พร็อพเพอร์ตี้เชื่อว่าตลาดโดยรวมจะหดตัวโดยเฉพาะใคอนโดมิเนียมจะหดตัวรุนแรง ส่วนกลุ่มแนวราบซึ่งเป็น Real Demand จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ลลิลฯ มีการวางแผนกลยุทธ์ และระบบการบริหารงานอย่างมืออาชีพ ติดตามประเมินความเสี่ยงด้านต่างๆ อย่างใกล้ชิด และปรับเปลี่ยนแผนงานสอดรับกับสถานการณ์ จึงทำให้ผลงานไตรมาสแรกของปี 2563 ยังคงทำได้น่าประทับใจ
ปัจจัยความสำเร็จ
สำหรับข้อมูลผลประกอบการ ไตรมาสแรกของปี 2563 ลลิลฯ มียอดรับรู้รายได้ที่ 1,254 ล้านบาท กำไรสุทธิ 247 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสแรกของปีก่อนหน้าที่ฐานสูง จากการที่ลูกค้าบางส่วนเร่งโอนกรรมสิทธิ์เข้ามาก่อนที่มาตรการ LTV จะเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อเมษายน 2562 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้ามียอดเติบโต 24 ล้านบาท
ไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร ให้ข้อมูลว่านอกจากการเร่งโอนกรรมสิทธิ์แล้วผลประกอบการที่ดี มาจากการบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ ได้ดีต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานก่อสร้าง การจัดซื้อวัสดุก่อสร้างหลัก ส่งผลให้มีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่า 39%ซึ่งมากเป็นลำดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม
นอกจากนั้น บริษัทยังควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนการเงินลดลง จากต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ลดลง และการหมุนรอบของธุรกิจที่รวดเร็วขึ้น โดยไตรมาสแรก บริษัทออกหุ้นกู้อายุ 3 ปี มูลค่า500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่2.90 %ทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิมมีอัตราดอกเบี้ย3.40% ซึ่งครบกำหนด
จังหวะก้าวต่อไป
ส่วนแผนขยายธุรกิจของปี 2563 ลลิลฯ ตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่9 - 11 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 5,000 – 5,500 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเปิดทดแทนโครงการเดิมที่ทยอยปิด ทั้งนี้ช่วงต้นปี บริษัทได้เปิดโครงการใหม่ไปแล้ว 4โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3,000ล้านบาท ส่วนโครงการที่เหลือขึ้นอยู่กับว่าโควิด-19 ไม่แพร่กระจาย
ไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร สรุปว่า ช่วง 4 - 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทลงทุนขยายโครงการใหม่ต่อเนื่องรวมถึงบริหารความเสี่ยงด้านการเงินได้อย่างดี โดยมีระดับหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio)ณ สิ้นไตรมาส1/2563 เพียง 0.78 เท่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดซึ่งอยู่ที่ราว 1.4เท่า
“บริษัทยังมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน รวมวงเงินCommitted Line จากสถาบันการเงินต่างๆ ที่บริษัทสำรองไว้ที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกมากกว่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งผมคิดว่า เพียงพอสำหรับการขยายธุรกิจตามแผน และรองรับหากเกิดภาวะการเงินตึงตัวได้โดยไม่มีผลกระทบ”