การแต่งตั้ง Kevin Mayer อดีตประธานแผนกธุรกิจสตรีมมิ่งของบริษัทดิสนีย์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ของบริษัท ByteDance พร้อมควบเก้าอี้ซีอีโอของ TikTok ถือเป็นการส่งสัญญาณครั้งแรกที่ทำให้เราเห็นยุทธศาสตร์เชิงรุกการทำธุรกิจในต่างประเทศของ ByteDance เพื่อเพิ่มทางหนีทีไล่จากสถานการณ์ระหว่างจีน-อเมริกา ที่มีความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยแผนของ ByteDance นั้นมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันคือ ต้องการที่จะย้ายอำนาจการตัดสินใจ และศูนย์วิจัยออกจากสำนักงานใหญ่ในประเทศจีน ซึ่งกลยุทธ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ TikTok เท่านั้น แต่กำลังจะนำไปใช้กับธุรกิจอื่นๆ ที่อยู่นอกประเทศจีนทั้งหมดของ ByteDance อย่างเช่น Helo โซเชียลมีเดียแอพพลิเคชั่นของ ByteDance ในประเทศอินเดีย โดยที่ผ่านมา ByteDance ได้ขยายหน่วยงานปฏิบัติการด้านวิจัยและพัฒนาขึ้นใน Mountain View มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ อเมริกา โดยมีการยืนยันว่า R&D ที่นั่นได้ว่าจ้างวิศวกรมากกว่า 150 คน
นอกจากนี้ ByteDance ยังได้ว่าจ้างผู้อำนวยการด้านการลงทุนสัมพันธ์ประจำการในนิวยอร์ก เพื่อที่จะได้ทำงานใกล้ชิดกับนักลงทุนรายหลักๆ รวมถึงบริษัทลงทุนรายใหญ่อย่าง General Atlantic และ KKR
แน่นอนว่า การเพิ่มฐานบัญชาการในครั้งนี้มีที่มาที่ไป ซึ่งสาเหตุหลักมาจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาที่ทวีความตึงเครียดมากขึ้นทุกขณะ รวมถึงวิกฤต COVID-19 และการตรวจสอบ TikTok อย่างเข้มงวดที่เกิดขึ้นในสหรัฐ ยิ่งทำให้ ByteDance เร่งตัดสินใจที่ทำอะไรบางอย่าง เพราะสหรัฐเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ TikTok
ทั้งนี้ Mayer ซีอีโอคนใหม่ของ ByteDance ได้เข้าประจำการในลอสแอนเจลิส เพื่อบริหารจัดการและดำเนินธุรกิจ ByteDance ในต่างประเทศ พูดง่ายๆ ว่าถ้าไม่นับสำนักงานใหญ่ที่ปักกิ่งแล้ว อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดขึ้นอยู่กับเขา โดยแผนการต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือ ว่าจ้างวิศวกรระดับหัวกะทิที่อยู่ทั่วทุกมุมโลก โดยตอนนี้เริ่มออกประกาศจ้างงานทางออนไลน์ในสิงคโปร์ จาการ์ตา และกรุงวอร์ซอแล้ว เพื่อมาทำงานให้กับศูนย์ R&D ในสหรัฐ
ว่าไปแล้ว การย้ายหรือตั้งศูนย์ R&D ใหม่นอกประเทศบ้านเกิดของบริษัทยักษ์ใหญ่ไอทีไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นง่ายๆ และยังไม่เคยเห็นไอทียักษ์ใหญ่อย่าง Google ตั้งทีมวิศวกรในประเทศจีน แต่ ByteDance จำเป็นต้องทำ เพราะต้องการผ่องถ่ายองค์ความรู้ทางด้านเทคนิคต่างๆ จากจีนไปยังฝั่งตะวันตก เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
อย่างไรก็ดี คงเป็นเรื่องยากที่ศูนย์ R&D ทั้ง 2 แห่งใน 2 ประเทศจะทำงานแยกจากกัน เพราะยังไงก็ต้องแชร์โครง สร้างพื้นฐานในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นอยู่ดี คำถามจึงเกิดขึ้นว่า การตั้งศูนย์ R&D ใน Mountain View มลรัฐแคลิฟอร์ เนีย จะทำให้ TikTok ถูกเพ่งเล็งน้อยลงในเรื่องความปลอดภัยด้านข้อมูลจากสหรัฐหรือไม่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของสหรัฐ ออกมาชี้แจงว่า ตราบใดที่ TikTok หรือแอพพลิเคชั่นใดก็ตามที่โอเปอร์เรทภายใต้การปกครองของจีน ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่ข้อมูลผู้ใช้งานจะไม่มีความเสี่ยง
Cr. Reuters