คงไม่มีใครคาดคิดว่าเจ้าโรคระบาดโควิด-19 จะสร้างความเสียหาย และผลกระทบอย่างมากมายขนาดนี้ มากไปกว่านั้นคือเราไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าจุดสิ้นสุดของเหตุการณ์นี้จะจบลงเมื่อไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้ และสามารถทำได้คือ การเรียนรู้ที่จะอยู่กับ “ความไม่รู้” และ “ความไม่แน่นอน” พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำให้ตัวเองก้าวต่อไปข้างหน้าให้ได้
นั่นคือโจทย์สุดหินที่ท้าทายของ SEAC โดย อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC (Southeast Asia Center) ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน มองว่า “เรากำลังเผชิญอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีความแน่นอน ไม่มีความชัดเจน แต่เราก็ต้องไม่เข้าไปอยู่ใน Comfort Zone แบบเดิม ต้องปรับตัว และเรียนรู้กับความไม่แน่นอนให้ได้”
อริญญา ได้ฉายภาพธุรกิจ Learning ในภาพใหญ่ให้เราได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจในมิติต่างๆ แน่นอนว่าธุรกิจ Learning ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากหากไม่ได้มีการเตรียมพร้อม สำหรับ SEAC ได้ขยับตัวตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโรคโควิด-19 โดยเริ่มศึกษาจากประเทศจีน และค่อยๆ ไล่ดูตามแนวประเทศที่มีการระบาดถึงความรุนแรง และการรับมือในด้านต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับตัวเอง
“เราเริ่มเห็นสัญญาณที่ต้องปรับตัวตั้งแต่เดือนมกราคม ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือบริการแบบ Face to Face อาจจะไม่ได้มีมากเหมือนเดิม องค์กรไหนก็ตามในธุรกิจ Learning ที่ไม่ได้เตรียมการสอนนอกเหนือจาก Face to Face แน่นอนว่าจะได้รับผลกระทบเยอะมาก เพราะวันนี้รูปแบบการเรียนรู้ของคนเปลี่ยนไปอย่างมาก”
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า ในปีนี้จะไม่มีบริการแบบ Face to Face มากเหมือนเดิมถ้าองค์กรไหนในธุรกิจ Learningไม่ได้เตรียมในเรื่องของ Virtual Learning หรือออนไลน์แพลตฟอร์มในรูปแบบต่างๆจะเจอผลกระทบเยอะมากเพราะสถานการณ์บังคับให้ต้องเปลี่ยนรูปแบบอย่างกะทันหันทำให้ทั้งวิธีการและมาตรฐานแบบเดิมอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ผู้เรียนอีกต่อไป
ประเด็นต่อมาคือการนำเทคโนโลยีที่มาปรับใช้ให้เข้ากับรูปแบบการทำงานมากน้อยแค่ไหนการมีเทคโนโลยีแพลตฟอร์มจะช่วยทำให้เครื่องมือที่ออกแบบสำหรับการเรียนรู้ประสบความสำเร็จได้ ส่วนในมุมมองของผู้ใช้งานนอกเหนือจากทักษะและประโยชน์ได้รับ ความปลอดภัยจากการใช้บริการก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือ เนื้อหาหลักสูตรที่เปลี่ยนไปคนกำลังต้องการอะไรที่เป็น Just in time Learning มากขึ้น คือ “เรียนวันนี้เอาไปใช้พรุ่งนี้เลย” อย่างที่จีนมีการปิดห้างและต้องเอาไปขายสินค้าบนออนไลน์ก็เอาพนักงานไปฝึก 24 ชั่วโมงเพื่อไปขายบนออนไลน์ให้ได้พอสามารถเพิ่มสกิลในการขายในช่องทางใหม่ได้ทำให้สามารถใช้เวลาในการขายสินค้าได้มากขึ้นในช่วงวิกฤต
สุดท้าย อริญญาเล่าว่า ในภาพใหญ่ของทั้งโลก แม้รูปแบบของออนไลน์จะเติบโตมากขึ้น แต่การเรียนรู้และการทำ Learningจำเป็นต้องมีการผสมผสานเครื่องมือต่างๆ ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้เพื่อให้ได้ซึ่งประสิทธิภาพสูงสุด
“สำหรับธุรกิจ Learning ในประเทศไทย มีไม่กี่รายที่เตรียมพร้อมล่วงหน้าและสามารถอยู่รอดได้อย่างเเข็งแรง ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเราเห็นช่องว่างระหว่างฝั่งที่ไม่ได้เตรียมความพร้อมของบริษัท Learning และในฝั่ง HR ที่ยังไม่รู้ว่าจะรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไร ไม่รู้ว่าทักษะอะไรที่ต้องเพิ่มให้กับพนักงาน ส่งผลให้มีคนจำนวนมากที่พร้อมจะควักเงินจ่ายเพื่อเพิ่มทักษะ อัพสกิลให้กับตัวเองโดยที่ไม่รอองค์กร หรือ HR อีกต่อไป”
ในขณะที่ผู้ซื้อมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปคนไม่รองบประมาณจากบริษัทควักเงินจ่ายเองเพื่อที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองเนื่องจากมีความไม่มั่นใจในงานที่ทำเลยตัดสินใจ ไม่รอองค์กรบางคนก็มองว่าตัดสินใจเรียนเพราะโลกเปลี่ยนแปลงสุดท้ายคือภาพตอนนี้คนอยากมีความรู้แบบ T-shapeมากขึ้นคืออยากรู้ให้กว้าง หลากหลายอยากรู้อะไรมากกว่าสิ่งที่ถนัดและเชี่ยวชาญอยู่
แน่นอนว่าภาพของธุรกิจ Learning ที่ อริญญา อธิบายมาทั้งหมด มีความสอดคล้องกับแวดวงการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะภาคการศึกษาสร้างนักเรียน นักศึกษาเข้าสู่ Workforce ในขณะที่รูปแบบการเรียนรู้ของ Workforce เปลี่ยนไป ทำให้ต้องเกิดการ Re-Think วิธีคิดในภาค Education ที่เป็นคนสร้างนักเรียน นักศึกษาใหม่ ทั้งในเรื่องของเนื้อหาวิชา ทักษะ วิธีการ การส่งมอบองค์ความรู้ และรูปแบบการสอน
ถ้ามองในมุมทั้งธุรกิจ Learning และ Education ไปพร้อมๆ กัน ก็จะทำให้เราเห็นถึงผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ได้อย่างชัดเจน
อริญญา ยังได้อธิบายต่อไปอีกว่า ช่วงเหตุการณ์โรคระบาดโควิด-19 SEAC ได้เข้าไปศึกษาเก็บข้อมูลอย่างจริงจังกับองค์กรต่างๆ กว่า 200 องค์กร แม้ว่าจะเป็นช่วงวิกฤต แต่ อริญญา ก็บอกกับเราว่า วิกฤตครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเลยทีเดียว
เรื่องแรก คือเกิด “นวัตกรรม” มากกว่า 5 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้ทำให้เราได้เห็นการทำนวัตกรรมขององค์กรต่างๆ มากมายในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมาหลายบริษัทพยายามทำให้เกิดขึ้นแต่ก็อาจจะช้าใช้งบประมาณสูงสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 คือ
มีนวัตกรรมเกิดขึ้นบนโลกมากกว่า 5 ปีที่ผ่านมานั่นคือบริษัทค้นพบการทำนวัตกรรมแบบสั้นและได้ผลจริง
เรื่องที่สอง คือมีคนจำนวนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาทรานฟอร์มตัวเองเข้าเรียนตามคลาสต่างๆทำให้เกิดการพัฒนาอย่างมหาศาลมีกลุ่มคนในองค์กรที่เก่งขึ้นทำให้เราพบว่ามี Talent หน้าใหม่ๆ เกิดขึ้น สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากวิกฤตครั้งนี้ประเด็นต่อมาคือ เราได้เห็นการจับมือกันมากขึ้นขององค์กรต่างๆ มีการ Collaborationในมิติต่างๆ โดยใช้ความถนัดและความสามารถของแต่ละคนมาสร้าง Value ให้เกิดเป็นสินค้าและบริการใหม่ๆ
ประเด็นที่ 4 คือ ทำให้เราได้เห็นองค์กรปรับเปลี่ยนตัวเองมาเป็น Agile มากขึ้น ทำให้องค์กรทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น กระบวนการทำงานหลายๆ อย่างรวดเร็วมากขึ้น และสุดท้าย คือเราได้เห็นความพยายามในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจของตัวเอง หรือเรียกได้ว่าหน้าตาของธุรกิจเดิมเปลี่ยนไปนั่นเอง
“องค์กรไหนที่ยังรักษาความเป็นหนึ่งอยู่แต่ยังไม่ได้เรียนรู้ผ่านทั้ง 5 เรื่องนี้อาจจะอยู่ยากในอนาคต”
คำถามต่อมาคือ องค์กรจะต้องปรับตัวอย่างไรกับสภาวะ เหตุการณ์แบบนี้ ?
อริญญา อธิบายในเรื่องนี้ว่า “ถึงเวลาที่องค์กรธุรกิจจะต้องมาทบทวนกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด บุคลากรในองค์กร จะต้องลุกขึ้นมาพัฒนาความสามารถ Re-Skill และ Up-Skill ให้มากขึ้น สุดท้ายต้องมาดูว่าองค์กรของเรานั้นมีความ Agile หรือปราดเปรียวในแง่ของการทำงานมากน้อยแค่ไหน เพียงพอต่อความเร็วในการเปลี่ยนแปลงหรือไม่”
นอกจากนั้น หากมองส่วนสำคัญที่ทำให้องค์กรเดินหน้าได้ซึ่งก็คือ “ผู้บริหาร” การนำพาองค์กรให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารจะต้องสามารถแก้โจทย์ของปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้อย่างทันท่วงที