“เทคโนโลยีก็มีส่วนสำคัญที่เรานำมาสร้างความสะดวกสบาย บนพื้นฐานของการอยู่อาศัย อย่างเช่นส่วนห้องนอนถูกออกแบบให้มีระบบ ERV หรือ ENERGY RECOVERY VENTILATION ระบบที่สามารถตรวจวัดอากาศภายในห้อง โดยตรวจวัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ และนำออกซิเจนเข้ามาในห้องอย่างอัตโนมัติเพื่อให้มีอากาศบริสุทธิ์ภายในห้อง นอกจากนี้แต่ละยูนิตได้ออกแบบโครงสร้างเพื่อให้สามารถปรับเชื่อมต่อกันได้ ให้เข้ากับความต้องการของครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต พร้อมการรับประกันโครงการ อย่างโครงสร้าง, ประตู หน้าต่าง, ระบบสุขาภิบาล และระบบไฟฟ้า นานถึง 30 ปี เลยทีเดียว”
จะเห็นได้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดภายในโครงการ มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท ล้วนแล้วเกิดมาจากความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละวัยที่มีความแตกต่างกัน นับว่าเป็นแบรนด์แรกในตลาดที่มองเห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคทุกช่วงวัยหรือ INTERGENERATION เพียงแต่ยังไม่มีผู้เล่นรายไหนที่กล้าจับเอาคอนเซ็ปต์การพัฒนาโครงการในลักษณะนี้ออกมานำเสนอ แต่บริษัทฯ มั่นใจว่านี่คือสิ่งที่น่าจะตอบโจทย์ของสังคมด้อย่างแท้จริง ซึ่งได้ทดลองเปิดขายรอบ VIP กลุ่มลูกค้าเก่า และมีกระแสตอบรับที่ดีโดยทำยอดขายช่วงพรีเซลล์ เมื่อวันที่ 1 – 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้ดีเกินคาด โดยผู้สนใจสามารถคลิกไปได้ที่ www.mulberrygrove.com/projects/sukhumvit
“มัลเบอร์รี่ โกรฟ นับว่าเป็นแบรนด์ที่อยู่อาศัยที่สามารถสร้างความแตกต่างกับตลาดได้อย่างชัดเจน เราเป็นรายเเรกที่มองเรื่องของ INTERGENERATION มาทำ product ที่ชัดเจน และวันนี้ก็ถูกสะท้อนออกมาเป็นโครงการ มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท ทำให้เป้าหมายของเราคือการตอบสนองไลฟ์สไตล์ของครอบครัวขยาย ที่สามารถอยู่อาศัยได้หลายช่วงวัยอย่างมีความสุข โดยไม่จำกัดทำเล ไม่จำกัดพื้นที่ แต่ทุกตารางเมตรของการอยู่อาศัย คือพื้นที่ของความสุขของคนทุก Gen จริงๆ” รุ่งโรจน์กล่าวทิ้งท้าย