บทเรียนที่ 3: ร่วมมือกับร้านอาหารในการขยายฐานลูกค้า
ธุรกิจร้านอาหารได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรงในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา แต่ภายใต้วิกฤตที่เกิดขึ้น ร้านอาหารต่าง ๆ กลับร่วมมือกันเพื่อสร้างช่องทางในการสร้างรายรับรูปแบบใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ธุรกิจร้านค้าต่าง ๆ จึงควรยื่นมือเข้าไปสนับสนุน และใช้ธุรกิจของตนเองให้เป็นประโยชน์ โดยการเป็นแพลตฟอร์มเพื่อการสร้างความเปลี่ยนแปลง เช่น การร่วมมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับร้านอาหารเพื่อสร้างผลลัพธ์ในเชิงบวก
ซึ่งการร่วมมือที่จะเกิดขึ้นนั้น แนวทางแรกคือ ร้านอาหารควรพิจารณาในการนำเสนอเมนูอาหารแบบง่าย ๆ ได้แก่ อาหารสำเร็จรูป หรือ อาหารจานด่วน เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปร่วมโปรโมททั้งในช่องทางของตัวร้านอาหารเอง ตลอดจนช่องทางของร้านค้าไปควบคู่กัน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและการมองเห็นของลูกค้าได้อย่างสูงที่สุด ยกตัวอย่างเช่น หากในวันอังคาร มีการนำเสนอเมนูทาโก้ ลูกค้าจะสามารถกดสั่งซื้อได้ทั้งอาหาร รวมไปถึงส่วนผสม หรือสินค้าอื่น ๆ ได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งวิธีการนี้ถือเป็นการกระตุ้นยอดขายและบริการ รวมถึงเป็นการสร้างประสบการ์แบบใหม่ในการเลือกซื้อสินค้าให้แก่ลูกค้าได้อย่างแท้จริง
อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการร่วมมือระหว่างธุรกิจร้านค้าและร้านอาหาร คือการร่วมมือกันสร้างดิจิทัลคอนเทนต์ หรือ บทความออนไลน์ เช่น การสร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับวิธีการทำอาหารสูตรพิเศษ หรือการทำบล็อก (Blog) เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคและการกระตุ้นยอดขาย เช่น ร้านอาหารสามารถสร้างคอนเทนต์เพื่อนำเสนอสูตรการทำอาหารบนเว็บไซต์ของตนเอง จากนั้นแนบลิ้งก์ของร้านค้าปลีกไว้ในคอนเทนต์นั้น ๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าไปสั่งซื้อวัตถุดิบที่ต้องการได้ในทันที
บทเรียนที่ 4: การคำนึงถึงความปลอดภัยของพนักงานเป็นหลักสำคัญ
ท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด-19 พนักงานในหลายแผนก อาทิ ผู้ที่ดูแลคลังสินค้า หรือพนักงานขนส่งสินค้า ได้กลายเป็นวีรบุรุษแนวหน้าที่ต้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเป็นอย่างมาก โดยผู้บริโภคมักจะรู้สึกให้ความนับถือ และรู้สึกไว้วางใจต่อบริษัทที่ให้ความสำคัญแก่พนักงานในฐานะผู้ที่เสียสละมากเป็นพิเศษ ซึ่งจากผลสำรวจล่าสุด พบว่า นอกจากส่วนลดพิเศษจากทางร้านค้าแล้ว ความปลอดภัยของพนักงานยังคงเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญ และส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อของผู้บริโภค รวมไปถึงความภักดีที่มีต่อแบรนด์อีกด้วย
นอกจากนี้ เมื่อภาครัฐยกเลิกมาตรการการล๊อคดาวน์ และเปิดให้กิจการร้านค้ากลับมาดำเนินกิจการได้ตามปกติ พนักงานบริการส่วนหน้าที่ต้องติดต่อปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง จะต้องได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ดำเนินมาตรการการรักษาความปอดภัยที่รัดกุมและเข้มงวดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเมื่อผู้คนมาอยู่รวมกัน ซึ่งสำหรับร้านค้าขนาดเล็ก จะต้องมีการตั้งตารางเวลาเพื่อเปิดให้ผู้เข้าใช้บริการเข้าเป็นรอบ ๆ และในส่วนของร้านค้าขนาดใหญ่ สามารถใช้วิธีการฝึกอบรมพนักงานอย่างเป็นทางการเพื่อแนะนำวิธีการสำหรับรับมือและป้องกันการติดต่อของโรคอย่างเหมาะสม ประกอบกับการใช้มาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคมของผู้ที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้า ซึ่งถือเป็นกุญแจหลักในการป้องกันที่ดีที่สุด
ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้ประกอบการหลายรายยังได้ออกมาตรการเพื่อลดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและลูกค้า โดยการสนับสนุนให้ลูกค้าชำระค่าสินค้าและบริการผ่านทางบัตรเครดิต หรือการชำระเงินด้วยตนเองเป็นหลัก รวมไปถึงการติดตั้งแผงกั้นเพื่อป้องกันละอองฝอย หรือการเพิ่มจุดตั้งน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ยังสามารถช่วยปกป้องพนักงานให้พ้นจากการเสี่ยงต่อการติดโรคได้อีกด้วย
บทเรียนที่ 5: เปลี่ยนวิธีจัดการสต็อกสินค้า
ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้ายาวนานมากยิ่งขึ้น และสร้างผลลัพธ์ในแง่ลบต่อประสบการณ์การซื้อสินค้าของลูกค้า ซึ่งหากสถานการณ์วิกฤตนี้สิ้นสุดลง ผู้บริโภคมีแนวโน้มว่าจะคาดหวังถึงบริการจัดส่งที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และมีความอดทนต่อระยะเวลาในการขนส่งที่ล่าช้าได้น้อยลง
เพื่อตอบรับความคาดหวังของลูกค้า ธุรกิจร้านค้าควรตรวจสอบสินค้าคงเหลือในคลังทันทีหลังจากได้รับคำสั่งซื้อ และไม่ควรใช้มาตรการการตรวจสอบสินค้าในวันที่ต้องจัดส่งในทันที โดยสินค้าที่ได้รับการสั่งซื้อแล้ว ร้านค้าควรลบออกจากระบบคลังสินค้า และทำการเก็บสินค้านั้น ๆ ไว้ที่สโตร์ของร้านค้าแทน เพื่อป้องกันการผิดพลาดของระบบ นอกจากนี้หากลูกค้าต้องการสั่งซื้อสินค้าที่หมดจากสต๊อก ร้านค้าควรแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าก่อนการจัดส่ง ในกรณีที่ร้านค้ามีสินค้าที่ลูกค้าต้องการ เพื่อที่ลูกค้าจะสามารถทำการกดคำสั่งซื้อเข้ามาได้อีกครั้ง
นอกจากนี้ ธุรกิจร้านค้าควรประเมิณคำสั่งซื้อให้ถูกต้องและแม่นยำ เมื่อระบบหลังบ้านได้รับคำสั่งซื้อจากช่องทางออนไลน์แล้ว ร้านค้าควรจัดระเบียบคำสั่งซื้อและนำสินค้าไปเก็บยังโกดังที่ถูกต้อง เพื่อทำการจัดส่งให้แก่ลูกค้าต่อไป
เตรียมพร้อมรับมือกับพฤติกรรมการช้อปปิ้งของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต
ในขณะที่อนาคตมีความไม่แน่นอน การทำธุรกิจบนช่องทางออนไลน์ หรือ Digital Commerce จะมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะสำหรับองค์กรธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็ตาม โดยผู้ประกอบการรายย่อยอาจมีข้อได้เปรียบในด้านของความคล่องตัวที่สามารถปรับตัวกับระบบใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และไร้ข้อกังวลในด้านของการจัดเก็บข้อมูลที่แต่กต่างออกไปจากระบบดั้งเดิม
ทั้งนี้ ธุรกิจร้านค้าต่าง ๆ ยังเริ่มที่จะหันมาให้ความสำคัญกับโครงการที่สร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้พร้อมรับมือสำหรับโลกในอนาคต ซึ่งโครงการดังกล่าวไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปีในการจัดทำ ยกตัวอย่างเช่น โครงการ Salesforce Commerce Cloud Quick Start for Grocery and Food Service โครงการที่เซลล์ฟอร์ซจัดทำขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ที่เหนือกว่าในการจับจ่ายใช้สอยให้แก่ลูกค้า โดยการจัดสรรทุกอย่างที่ลูกค้าต้องการมาไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และยังนำเสนอบริการ Pick Up เพื่อให้ลูกค้าสามารถมารับสินค้าได้เองถึงที่ ตลอดจนมีบริการจอดรถเพื่อรับสินค้าอีกด้วย