Data... AI... 5G... จุดเปลี่ยนสู่การแพทย์แห่งอนาคต
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เริ่มต้นด้วยการชี้ชวนให้เห็นถึงเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในช่วงโควิด-19 “เราจะเห็นได้ชัดเจนว่ามีการนำ Data Technology และ AI มาใช้ เพื่อประเมินและคาดการณ์สถานการณ์การระบาดของโรค โดยเฉพาะในต่างประเทศซึ่งหากมาพิจารณาให้ลึกลงไปแล้ว การแพร่ระบาดของโรคในแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรมด้วย ดังนั้น ข้อมูลจากประเทศหนึ่งอาจไม่สามารถนำมาวิเคราะห์กับอีกประเทศหนึ่งได้ ยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นประชากรนั่งรถไฟฟ้าหนาแน่น แต่การแพร่ระบาดน้อย ซึ่งอาจเป็นเพราะคนญี่ปุ่นใส่หน้ากากอนามัยกันเป็นปกติ ไม่พูดคุยกัน ก้มหน้าเล่นมือถือหรืออ่านหนังสือขณะที่ประเทศจีนมีตลาดสด ร้านภัตตาคาร ผู้คนเดินกันพลุกพล่าน มีการพูดคุยกัน อยู่กันอย่างแออัด อากาศไม่หมุนเวียน รูปแบบการระบาดจึงแตกต่างกัน สำหรับในประเทศไทยเอง เรามีอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน ที่มีบทบาทสำคัญที่ช่วยควบคุมการระบาด ซึ่งต่างประเทศไม่มี แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังขาดการรวบรวม Data ที่สำคัญเหล่านี้อย่างเป็นระบบ เป็นของประเทศเราเอง คาดว่าจากโควิด-19 หลายฝ่ายในประเทศเราจะหันมาให้ความสำคัญกับเรื่อง Data ในการแพทย์และสาธารณสุขมากขึ้น”
“เทคโนโลยีอย่าง AI ก็จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในวงการแพทย์มากขึ้น ช่วยในการวิเคราะห์วินิจฉัยโรคให้มีความแม่นยำขึ้น โดยอิงจาก Big Data ที่มีอยู่ การมาถึงของ 5G ก็จะทำให้ Telemedicine เกิดขึ้นเร็วขึ้น ผมเชื่อว่าในอนาคตผู้ป่วยอาจไม่ต้องมาถึงที่โรงพยาบาล แต่อาจจะมีอุปกรณ์ที่เขาสามารถตรวจวัดร่างกายหรือเจาะเลือดเองได้ที่บ้าน แล้วส่งข้อมูลมาที่โรงพยาบาล และพูดคุยทางไกลกับหมอ เพื่อรับคำปรึกษา และเดินทางมาที่โรงพยาบาลเท่าที่จำเป็นจริงๆ ซึ่งหากเทคโนโลยีนี้เกิดขึ้นจริง ก็จะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลได้มาก และช่วยให้หมอสามารถทำการรักษาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
“ปัจจุบันนี้ข้อมูลของผู้ป่วย จะถูกเก็บในเวชระเบียนโดยโรงพยาบาล ซึ่งมีการเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบดิจิทัลเกือบสมบูรณ์แล้ว ในอนาคตมีความเป็นไปได้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะเปลี่ยนกลับไปอยู่ในมือของผู้ป่วยแทน และผู้ป่วยจะมีอำนาจในการตัดสินใจว่าใครจะสามารถเข้าถึงข้อมูลของตนเองได้บ้าง ผู้ป่วยจะมีสิทธิรู้ข้อมูลทุกอย่างของตนเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบอกหรือไม่บอกของหมออีกต่อไป”