เพอร์ร่า ใช้กลยุทธ์นี้มาตลอด โดยทำออกมาเป็นสเตปตั้งแต่การจับมือร่วมกับ “เซเลบ” เพื่อเข้ามาช่วยดีไซน์แพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงการจับมือกับดีไซเนอร์ชื่อดังสัญชาติไทย อย่าง ASAVA- IRADA- PATINYA-ISSUE เปิดตัวน้ำแร่ฉลาก “Limited Edition” ในแคมเปญ “The Woman Effect” เพื่อสะท้อนมุมมองคุณค่าดีๆ จากธรรมชาติที่หลากหลายของผู้หญิงผ่าน 4 ดีไซน์พิเศษ หรือล่าสุดกับการร่วมกันจับมือศิลปินระดับอินเตอร์ Jennifer Bouron (เจนนิเฟอร์ โบรอน)Illustrator ชื่อดังชาวฝรั่งเศสเจ้าของผลงานการออกแบบมากมายในยุโรปมาร่วมออกแบบขวดน้ำแร่เพอร์ร่า 7 ดีไซน์สดใส ภายใต้แนวคิด Little Happiness สื่อถึงความสุขเล็กๆ ที่ค้นพบได้จากรอบตัว
การ Collaboration ที่ทำออกมาทั้งหมดนั้นก็เพื่อที่จะสะท้อนจุดยืนของแบรนด์น้ำแร่เพอร์ร่า ที่วางตัวเองเป็น “แฟชั่น แบรนด์” ซึ่งเป็นจุดยืนที่แตกต่างจากน้ำแร่ในประเทศแบรนด์อื่นๆ ที่ทำตลาดอยู่
ปี 2562 ที่ผ่านมาน้ำแร่เพอร์ร่ามีส่วนแบ่งเป็นอันดับ 2 ราว 23.3% ห่างจากอันดับ 1 ที่มีส่วนแบ่ง 26.5% แต่ด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เดือน ก.ค.62 – มิ.ย.63 สร้างยอดขายการเติบโตถึง 12% สวนกระแสกับสภาพตลาดน้ำแร่ที่มีอยู่ในภาวะติดลบ 13.3% ในขณะที่แบรนด์น้ำแร่ในตลาดอยู่ในภาวะติดลบตามตลาด ผลักดันให้ในปัจจุบันน้ำแร่เพอร์ร่า สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดน้ำแร่ของประเทศไทยสำเร็จ ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 25.7% หรือมียอดขายในเชิงปริมาณ 70 ล้านลิตร ขยับแซงหน้าแชมป์เก่าอย่างมิเนเร่ของค่ายเนสท์เล่ ขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ได้สำเร็จ โดยใช้เวลาตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำตลาดจนถึงปัจจุบันทั้งหมด 8 ปี ถือเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจกรณีหนึ่งในโลกการตลาดบ้านเรา
กลยุทธ์การ Collaboration นี้ ถือเป็นการปลุกกระแสตลาดน้ำแร่ครั้งใหญ่ในเมืองไทย สำหรับที่มาของแนวคิดการดึงความเป็นแฟชั่นมาอยู่บนผลิตภัณฑ์น้ำแร่เพอร์ร่า นอกจากจะสร้างความแตกต่างยังเป็นการตอกย้ำความเป็นพรี เมียมแบรนด์ สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นคนทันสมัยที่ใส่ใจสุขภาพ และเลือกใช้แต่สินค้าที่มีคุณภาพ และรสนิยมซึ่งสะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง และยังสามารถขยายฐานไปสู่เหล่าแฟชั่นนิสต้า รวมถึงแฟนๆ ผู้ที่ชื่นชอบในแบรนด์นั้นๆ และกลุ่มนักสะสมอีกด้วย