แตกสู่ไลน์ธุรกิจใหม่ Healthcare, เครื่องสำอาง
การใช้วิธีคิดนอกกรอบเพื่อแก้วิกฤตของ Fujifilm ยังมีอีกหลายด้าน และประสบความสำเร็จ เช่น การมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในธุรกิจใหม่ๆ โดยไม่มัวติดวนอยู่กับธุรกิจเดิม
ยกตัวอย่าง เช่น ความเชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยีของ Fujifilm ที่เดิมถูกใช้ในการใส่สารเคมีลงบนฟิล์ม กับความเชี่ยวชาญด้านคอลลาเจน ที่เดิมถูกใช้กับฟิล์มเช่นกัน ก็ถูกนำมาใช้ในการใช้ในการสร้างธุรกิจเครื่องสำอางกลุ่ม Skincare เพราะนาโนเทคโนโลยีสามารถนำสารดูแลผิวพรรณให้ซึมลึกเข้าไปในร่างกายใต้ผิวหนัง และรักษาความสดชื่นนุ่มนวลของผิวหนังได้คงทน รวมทั้งคอลลาเจนก็เป็นสารที่จำเป็นสำหรับเครื่องสำอางประเภท Skincare เพราะทำให้ผิวชุ่มชื้นนุ่มนวลยืดหยุ่นดี
Fujifilm เริ่มใช้ความเชี่ยวชาญดังกล่าวมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่แหกกรอบจากธุรกิจฟิล์มดั้งเดิม คือ เคริ่องสำอาง ตั้งแต่ปี 2004 และในปี 2006 Fujifilm ก็เปิดตัวเครื่องสำอางบำรุงผิวแบรนด์ ASTALIFT ซึ่งเป็นชื่อที่มาจากสาร Nano Astaxanthin และได้พัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆของ ASTALIFT ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และทำรายได้สูงกว่า 10 พันล้านเยน (89 ล้านดอลลาร์) ในปี 2010 และก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน
นอกจากเตรื่องสำอาง Fujifilm ยังขยายไลน์ธุรกิจสู่กลุ่มธุรกิจ Healthcare เครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Systems) โดยได้ใช้เทคโนโลยีของตน สร้างเครื่องมือ อุปกรณ์ทันสมัยสำหรับใช้กับวงการแพทย์จำนวนมากมายหลายชนิด เช่น Computed Radiography, Digital Radiography, Digital Mammography, Dry Imager, Film and Screen, Endoscopy (กล้องส่องภายในร่างกาย), Point-of-Care Testing Products, Ultrasound System (เครื่องอุลตร้าซาวด์)
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอาง และ Health Care เป็นหน่วยงานที่มีกำไรมากที่สุดของบริษัท และมีรายได้มากกว่า 3.4 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 382 พันล้านเยน)