“จุดแข็งด้าน Product Portfolio ที่หลากหลายครอบคุลมทั้งในเชิงกว้างและลงลึก เสริมด้วยการสื่อสารผ่านแคมเปญการตลาดที่ผ่านมา เป็นการรักษา Momentum ของแบรนด์อย่างต่อเนื่องและทำให้เราสามารถรักษาฐานลูกค้าเก่า และขยายเข้าไปในกลุ่มลูกค้าใหม่ได้ นับว่าเป็นความสำเร็จที่ทำให้โซนี่สามารถเดินทางผ่านช่วงสถานการณ์วิกฤตที่ค่อนข้างหนักหนามาได้ แม้ในช่วงวิกฤตของสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด ลูกค้าก็ยังสามารถร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อปของเรา และยังสามารถสนุกการการถ่ายภาพได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการแพร่ระบาด เรามองว่ากล้องคืออุปกรณ์ที่ช่วยสร้างความเพลิดเพลิน ลดความเครียด และสร้างความสุขให้แก่ผู้ใช้ ครอบครัว และคนรอบข้างได้ เราได้สร้างสรรค์คอนเทนต์ออนไลน์เพื่อสื่อสารและกระตุ้นให้ทุกคนสนุกกับการถ่ายภาพได้ในทุกๆ ที่ แม้แต่ที่บ้านของตัวเอง ตามความสะดวกและอุปกรณ์ที่มีอยู่ แม้จะไม่มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ ก็ตาม”
ล่าสุดในปีนี้ โซนี่เพิ่งเปิดตัวกล้องฟูลเฟรมรุ่น A7 Mark IV ซึ่งเป็นรุ่นที่ทุกคนรอคอยหลังจากที่ A7 Mark III ได้สร้างกระแสความนิยมไปอย่างท่วมท้นในหลายปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าจะเป็น Game Changer ด้วยฟีเจอร์ที่ออกแบบมาให้ปรับโหมดการใช้งานถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ต่อยอด Videography สู่ Hybridgraphy เพิ่ม Brand Experience
จากแคมเปญ Videography With Sony ในปีที่แล้ว มาปีนี้โซนี่ต่อยอดเป็นแคมเปญ Hybridgraphy ตอบรับความต้องการที่หลากหลายในปัจจุบัน โดยครั้งนี้ได้ร่วมมือกับ Content Creators 33 ท่าน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และความท้าทายของกล้องที่สามารถเพิ่มมิติในสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างไม่มีขีดจำกัด
“ปีที่แล้วเราได้ตอบรับ Global Trend ในการขยายงานภาพนิ่งมาสู่วิดีโอ ในปีนี้เราจะก้าวไปอีกขั้น ด้วยคำว่า Hybridgraphy เพื่อสื่อว่าทุกคนสามารถใช้สร้างสรรค์งานด้วยการผสมผสานได้ทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอด้วยกล้องตัวเดียวกัน”
คุณธเนศ มองแนวโน้มตลาดในปีนี้ว่า จะเริ่มกลับมาฟื้นตัวช้าๆ ตามที่รัฐบาลมีท่าทีผ่อนปรนมาตรการทางสังคมมากขึ้น โซนี่จึงวางแผนที่จะกลับมาจัดแคมเปญและกิจกรรม On Ground เพิ่มขึ้น แต่จะอยู่ภายใต้การทำงานที่ไดนามิกพร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับทุกสถานการณ์เช่นกัน
“ผมคิดว่าการอยู่บ้านมากขึ้น โดยที่ไม่ค่อยได้ออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนโหยหาการเข้าสังคม และคิดถึงคอมมูนิตี้ของการถ่ายรูปด้วยกัน ปีนี้เราก็พยายามที่จะจัดกิจกรรม On Ground ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการได้สัมผัสและลองใช้จริงๆ จะทำให้เกิด Brand Experience มากกว่า”
ที่สำคัญยังเป็นช่องทางที่ทำให้เกิด Engagement และเปิดโอกาสให้ทีมงานได้รับเสียงสะท้อนจากลูกค้า รับทราบถึงคำแนะนำ และจุดที่ควรปรับปรุง รวมถึงความต้องการของลูกค้าเพื่อนำมาปรับใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาสินค้าในอนาคต
“เพราะความท้าทายของนักการตลาดในยุคนี้ คือการนำดาต้าหรือข้อมูลที่ได้รับมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ที่ผ่านมาเรามีการเก็บข้อมูลจากทุกช่องทางและทุกกลุ่มลูกค้า พร้อมออกสำรวจ Customer Journey ของลูกค้าตลอดเวลา จากนั้น First Hand Data, Second Hand Data และ Third Hand Data จะถูกนำมาประกอบในการทำประเมินและวิเคราะห์อย่างละเอียด จึงทำให้โซนี่ไม่เพียงแต่สามารถนำเสนอสินค้าได้อย่างตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าแล้ว แต่ยังสามารถนำเสนอสินค้าที่มีความพิเศษเหนือความคาดหมายของลูกค้าอีกด้วย”
การนำข้อมูลต่างๆ มาศึกษาวิเคราะห์อย่างละเอียดแม่นยำ เพื่อหาลูกค้าให้เจอ และศึกษาถึงความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปจะเป็นอีกเคล็ดลับสำคัญเพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดกล้องดิจิทัลของโซนี่ต่อไปในอนาคต ในฐานะผู้พัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ล้ำยุคสร้างความโดดเด่นและแตกต่างในวงการ