สิ่งที่ถือเป็นความท้าทายสำหรับเอพี คือ ความไม่รู้ เพราะเป็นการทำบ้านออกมาขายก่อนได้เจอกับลูกค้าจริงๆ ครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกกับการบุกตลาดหัวเมืองด้วยโครงการแนวราบ เหมือนเมื่อครั้งทำคอนโดในตลาดหัวเมืองเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งการมองกลุ่มเป้าหมาย และการวิเคราะห์ตลาด เป็นการคาดการณ์บนข้อมูลที่มีอยู่เป็นหลัก แต่ครั้งนี้มีการนำข้อผิดพลาดจากการทำคอนโดในหัวเมืองมาเป็นบทเรียน และปรับใช้กับโครงการแนวราบด้วย
บทเรียนข้อหนึ่งที่เอพีได้เรียนรู้มาจากการทำคอนโดตลาดหัวเมือง คือการได้รู้ว่า คนต่างจังหวัดยังชอบการใช้ชีวิตในรูปแบบแนวราบมากกว่า ดังนั้นการอยู่คอนโดมิเนียมจึงไม่ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตของคนต่างจังหวัด เมื่อเปรียบเทียบกับคนกรุงเทพฯ คอนโดมิเนียมตอบโจทย์คนกรุงเทพฯได้ดีกว่า เพราะมีปัญหาเรื่องการเดินทาง และสภาพการจราจร ขณะที่คนต่างจังหวัดยังมีปัญหาเหล่านี้ค่อนข้างน้อย
หรือการมองตลาดหัวเมืองหลักที่จังหวัดระยอง ก็เป็นการวิเคราะห์จากลุ่มประชากรแฝงซึ่งอาจเป็นคนจากกรุงเทพฯ หรือจังหวัดอื่นๆ ไปทำงานที่ระยอง โดยพฤติกรรมจะกลับบ้านช่วงวันหยุด อาจเช่าบ้านอยู่เดือนละประมาณ 4,000 – 5,000 บาทต่อเดือน เอพีจึงเลือกทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียวมาตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายแทนการเช่าบ้าน เพราะอาจไม่ได้ต้องการบ้านที่ราคาแพงมาก เป็นการนำเอาค่าเช่ามาผ่อนบ้านแทน
ขณะที่ กลุ่มเป้าหมายที่ขอนแก่นส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นคนที่มีครอบครัวอยู่ที่นี่ ดังนั้นนำเสนอบ้านเดี่ยว หรือบ้านแฝด ก็น่าจะตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่ขอนแก่นได้ดีกว่าทาวน์เฮ้าส์
สำหรับการเปิดตัวโครงการ “อภิทาวน์” ทั้ง 3 โครงการ เอพี คาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายต่อโครงการที่ 100 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 25 หลังต่อเดือนในช่วงเปิดตัว หรือคาดว่าภายใน 2 - 4 ปี จะสามารถจบโครงการได้เช่นเดียวกับการทำตลาดที่กรุงเทพฯ
โดยความคาดหวังของเอพีในเฟสแรก อยู่ที่เรื่องของการสร้าง Mass Communication เป็นหลัก เพราะหากทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ และเกิดการตอบรับที่ดี มีการเข้ามาเยี่ยมชมโครงการ จะเป็นโอกาสให้เอพีได้เรียนรู้กลุ่มลูกค้ามากขึ้น จนสามารถวางทาร์เก็ตในเฟสต่อๆ ไปได้ดีขึ้น
สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ก็จะเทิร์นกลับมาในแง่ธุรกิจ และประสบความสำเร็จมากขึ้นในอนาคต