เช่นเดียวกันกับ ณเอก สงศิริ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บราเดอร์คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด ได้แสดงความเห็นไว้ว่า “ถ้าในมุมมองการขายหลังบ้านการเงินหรือการบริการทุกๆทีมจะมีเป้าหมายเดียวกันเพราะฉะนั้นเมื่อมีเป้าหมายเดียวกันเวลาที่ทำอะไรแล้วมันจะสอดประสานกันได้ดีมากอย่างในเรื่องของการนำเสนอไม่ว่าจะเป็นทั้งในกลุ่มของ Consumers หรือ Commercial มันเหมือนมีไดเร็กชั่นเดียวกันในการนำเสนอหรือการขายผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด”
ในส่วนของนโยบายการตลาดบราเดอร์ที่ทำงานภายใต้นโยบาย Brother One ได้มีการปรับเปลี่ยนปรับปรุงการทำงานไปจนถึงรวบรวมข้อมูลต่างๆและทำการวิเคราะห์ออกมาเพื่อดำเนินงานให้เหมาะกับลูกค้ากลุ่มต่างๆภายใต้ภาวะวิกฤตโรคระบาด
โดยบราเดอร์จะแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 2 แบบด้วยกันคือ Consumer และCommercial ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะมีนิยามที่แตกต่างกันออกไปคือ Consumer คือลูกค้าที่ใช้งานตามบ้านหรือผู้ใช้ที่ใช้เพื่อการศึกษาอย่างนักเรียนนักศึกษาอีกทั้งยังรวมไปถึงกลุ่มลูกค้าในส่วนของธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางและอีกกลุ่มหนึ่งคือ Commercial นิยามก็คือกลุ่มองค์กรที่เป็นระดับกลางจนถึงระดับสูงทั้งในภาครัฐและเอกชน
ดังนั้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจากภาวะวิกฤต บราเดอร์จึงหลีกเลี่ยงการซื้อขายของออนไล์ไม่ได้เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน
“ส่วนของลูกค้าทั่วไปด้วยลักษณะของความต้องการของผู้บริโภคเองที่ในการตัดสินใจซื้อสินค้าหนึ่งชิ้นบางทีอาจไม่เชื่อเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานขายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เขาอาจจะเชื่อรีวิวอินฟูลเอ็นเซอร์หรือข้อมูลต่างๆ ที่สามารถบอกเขาได้ว่าเขาสามารถเชื่อใจในสินค้าตัวนี้ได้ทางเราเองก็จำเป็นที่จะต้องเพิ่มข้อมูลหรือเพิ่มช่องทางในการสื่อสารในเรื่องรายละเอียดของสินค้าข้อดีประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ไปในหลายๆ ช่องทางผ่าน Social Network ต่างๆ
ส่วนที่ 2 คือ Commercial ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแน่ๆ เลยคือเรื่องของลักษณะการทำงานที่เปลี่ยนไปในกรณีที่เรานำเสนอสินค้าให้ลูกค้า Commercial ก็คือเราจะเน้นการเป็น Consumerization Solution เพราะฉะนั้นเมื่อทีมงานของบราเดอร์เข้าไปพบลูกค้าแต่ละรายเราจะมีการนำเสนอสินค้าต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับความต้องการของปลายทางเลยว่าลูกค้ารายนั้นๆองค์กรรายนั้นๆ จุดประสงค์หรือเป้าหมายที่เขาจะทำคืออะไรทางเราจะทำการคัดสรรโดยขึ้นอยู่กับสิ่งนั้นเรียกว่าเป็น MPS Program (Menage Print Services)” ณเอกกล่าว