1. ตะกั่ว (Pb) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก
2. ปรอท (Hg) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก
3. แคดเมียม (Cd) ไม่เกิน 0.01% โดยน้ำหนัก
4. เฮกซะวาเลนท์ โครเมียม (Cr-VI) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก
5. โพลีโบรมิเนต ไบเฟนนิลส์ (PBB) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก
6. โพลีโบรมิเนต ไดเฟนนิล อีเธอร์ (PBDE) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก
7. พาทาเลต Bis(2-Ethylhexyl) phthalate (DEHP) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก
8. เบนซิล บูทิล พาทาเลต (Benzyl butyl phthalate (BBP) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก
9. ไดบูทิล พาทาเลต (Dibutyl phthalate (DBP) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก
10. ดิโซบูทิล พาทาเลต (Diisobutyl phthalate (DIBP) ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก
ทั้งนี้ สินค้าใดที่ผ่านมาตรฐาน RoHS จะมีสัญลักษณ์วงกลม ที่มีตัวอักษร Pb คาดด้วยเส้นเฉียง หรือมีการระบุคำว่า RoHS compliant หรือ Pb-Free อยู่บนสินค้านั้นๆ นอกจากนี้ ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือเอง ก็มีความตื่นตัวต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่จากแบรนด์ชั้นนำที่ผ่านมา ผู้ผลิตประกาศว่าจะไม่มีอะแดปเตอร์หัวชาร์จเจอร์ และหูฟังแบบมีสายในบรรจุภัณฑ์ใหม่ของสินค้าทุกรุ่นอีกต่อไป ซึ่งทำให้ขนาดของกล่องบรรจุภัณฑ์ก็มีขนาดเล็กลงไปโดยปริยาย ใช้กระดาษน้อยลง ขณะที่การขนส่งต่อเที่ยวสามารถมีจำนวนของสินค้าได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมทำให้การขนส่งมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ในภาพใหญ่ก็อาจจะทำจำนวนเที่ยวของการขนส่งของยานพาหนะลดลงไปด้วย ก็เป็นการลดลงของแก๊ซพิษคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่เกิดจากขับเคลื่อนของเครื่องบินขนส่งและรถขนส่งสินค้าไปอีกทาง นอกจากนี้ทางผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ ๆ ในโลกต่างก็พร้อมใจในการสร้าง “นโยบาย” การช่วยรักษาสิ่งแลดล้อมของตัวเองขึ้นมาอีกด้วย ขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่อื่นๆ ก็อาจมีแนวโน้มว่าในอนาคตอาจจะไม่ให้อะแดปเตอร์ตัวชาร์จไฟในโทรศัพท์บางรุ่นกันบ้างแล้ว
“แม้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในฐานะต้นทางของอุตสาหกรรมจะมีความพยายามในการจัดการต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเพียงใด แต่ผู้บริโภคในฐานะปลายทางของ value chain ก็มีความจำเป็นในการตระหนักรู้ถึงผลกระทบหากโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้ใช้แล้วนั้น ไม่ได้รับการจัดเก็บและคัดแยก เพื่อทิ้งอย่างเหมาะสม เพราะสุดท้ายผลกระทบก็จะตกที่ผู้บริโภคเสียเอง” พีระพล กล่าว