คุณชาญวุฒิ กล่าวว่า หลังจากนี้ไป LINE ยังคงคิดค้นนวัตกรรมเพื่อมาต่อยอดโซลูชั่นสำหรับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการสร้างประสบการณ์การซื้อขายที่ดีให้กับผู้ซื้อและผู้ขายที่มาใช้งานบนแพลตฟอร์ม
“เราไม่ได้มองแค่ตัวเลขการเติบโตของ LINE แต่เพียงอย่างเดียว เพราะการเติบโตฝั่งเดียวคงไม่มีความหมาย เราจึงพยายามพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ธุรกิจที่อยู่บนแพลตฟอร์มเติบโตไปด้วยกัน นั่นถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งที่ผ่านมาเรามี Success Case ของผู้ประกอบการหลายเจ้าที่มาอยู่บนแพลตฟอร์มแล้วเขามีธุรกิจที่ดีขึ้น ตอกย้ำประสิทธิภาพของกลยุทธ์ Humanization & Localization ที่ LINE ใช้พัฒนาแพลตฟอร์ม”
สำหรับทิศทางการพัฒนาฟีเจอร์และบริการต่างๆ ต่อไปในอนาคต ดร.พิเชษฐ ยังคงให้น้ำหนักกับ 3 แกนธุรกิจหลัก ได้แก่
1) OMO (Online Merges Offline) สร้างความแข็งแกร่งให้กับประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ทั่วประเทศ เชื่อมต่อโลกออนไลน์เข้ากับออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียว
2) FinTech ยกระดับ Financial Experience ของผู้ใช้งาน LINE อย่างไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น ให้สามารถ “แชต-โอน-ยืม-จ่าย” ได้บนแอป LINE จบครบในที่เดียว โดยไม่ต้องออกข้ามไปแอปพลิเคชันอื่น ทั้งยังมีการนำดาต้าเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ในผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อตอบโจทย์กลุ่ม Under Bank ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในเมืองไทย
3) e-Commerce มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้าน Social Commerce ที่อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่แตกต่างด้วย Chat Commerce ช่วยให้ร้านค้าดำเนินธุรกิจได้อย่างไร้รอยต่อด้วยอีโคซิสเต็มของ LINE ที่แข็งแกร่ง โดยตั้งเป้าหมายที่จะขึ้นเป็น 1 ใน 3 ผู้นำแพลตฟอร์ม Social Commerce ภายใน 2 ปี
“สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ทำให้เกิดความท้าทายในการทำงาน เรามองเห็นความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่คิดว่าจะเกิดขึ้นใน 3-5 ปี กลายเป็นว่าปีที่แล้วเราเห็นว่ามันเกิดขึ้นภายใน 4 เดือน ดังนั้นเราต้องทำงานเร็วขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของยูสเซอร์ นอกจากนี้เรายังมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน Ecosystem ทำยังไงที่เราจะเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบสนองหรือเข้าไปเติมเต็มความต้องการในวงจรนั้นๆ ได้”
และพร้อมที่จะเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” การใช้ชีวิตแบบ New Normal ให้กับคนไทย ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตไปด้วยกัน