วันที่ปิดต้นฉบับนี้ ตรงกับวันที่ทางศบค. ประกาศล็อกดาวน์ 13 จังหวัดเป็นวันแรก หลังจากที่สัปดาห์ก่อนประกาศล็อกดาวน์ 10 จังหวัด แต่พบว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแต่อย่างใด
วันนี้ (20 กรกฎาคม) มีรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เข้ามาอยู่ที่ 11,305 รายหายป่วยกลับบ้าน 6,557 ราย เสียชีวิต 80 ราย โดยมีผู้ป่วยยืนยันสะสมตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 อยู่ที่ 426,475 ราย
ท่ามกลางปริมาณการจราจรที่ลดลงไปเกินครึ่งของปกติในกรุงเทพฯ เพราะมาตรการล็อกดาวน์ เราสังเกตกันบ้างไหมว่าล็อกดาวน์ในปีนี้ ราคาของน้ำมันเชื้อเพลงทั้งเบนซินและดีเซลกลับไม่ลดลง แต่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละประมาณ 29.75 บาท
- เบนซินพรีเมียม ลิตรละประมาณ 37.29 บาท
- ดีเซล B7 ลิตรละประมาณ 29.29 บาท
- ดีเซลพรีเมียม ลิตรละประมาณ 34.06 บาท
ขณะที่เดือนเมษายนปีที่แล้วราคาน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ 95 ตกลงไปเหลือเพียงลิตรละ 16.95 บาท หรือ ดีเซลพรีเมียม ลิตรละประมาณ 22.34 บาทเท่านั้น ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน แต่ราคาสินค้าวัตถุดิบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก, ทองแดง ก็มีราคาสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
ตัวเลขในเดือนมิถุนายนพบว่า ตลาดเหล็กในประเทศไทย ราคาเศษเหล็ก (Scrap) เพิ่มขึ้นจาก 7,500 เป็น 14,775 บาท/ตัน (97%), ราคาเหล็กเส้นเพิ่มขึ้น จาก 15,358 เป็น 25,494 บาท/ตัน (66%) และราคาเหล็กแผ่นรีดเย็นเพิ่มขึ้นจาก 21,500 เป็น 38,055 บาท/ตัน (77%)
ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย อธิบายว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาเหล็กปรับตัวสูงขึ้นนั้นมาจากดัชนีเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวชัดเจน ทั้งดัชนีความเชื่อมั่น (Confidence Index) ดัชนีการลงทุน (Capital Expenditure Index) ดัชนีคำสั่งซื้อสินค้า (Order Index) และดัชนีการจ้างงาน (Employment Index) ก็ปรับขึ้นใน Q1/2021 ซึ่งส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและก่อสร้าง
ตัวอย่างที่ยกมานี้กำลังบ่งบอกว่าสภาพโดยรวมของเศรฐกิจโลกกำลังค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมาที่อย่างช้าๆ โดยมีตัวแปรสำคัญคือสัดส่วนการได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพต่อจำนวนประชากรของประเทศ
พูดง่ายๆ ก็คือ ประเทศที่มี % การฉีดวัคซีนของประชากรสูง ก็มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตเหมือนปกติได้มากขึ้น แม้ว่าในตอนนี้โลกของเรากำลังเจอปัญหาใหม่คือ ไวรัสกลายพันธุ์ และจำนวนผู้ติดเชื้อในบางประเทศ เช่นอังกฤษจะมีตัวเลขกลับมาสูงขึ้นอีกครั้งก็ตาม แต่จุดแตกต่างจากปีที่แล้ว คือจำนวนผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตกลับลดลงอย่างมาก
ตัดกลับมาที่ประเทศไทย...
ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเคยได้รับโอกาสมากกว่าประเทศอื่น เพราะปีที่แล้ว COVID-19 ใจดีกับประเทศไทยมาก แต่เรากลับประมาทในหลายด้านจนทำให้ประเทศเดินมาถึงจุดนี้ ทำให้ขณะที่เศรษฐกิจหลายประเทศเริ่มฟื้นตัว แต่ประเทศไทยภาครัฐกลับต้องออกคำสั่งล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวในหลายจังหวัด เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย มีคนไข้ที่นอนรอเตียงโรงพยาบาลสนามอยู่ที่บ้านเป็นจำนวนมาก
เรียกว่าระบบสาธารณสุขเกือบจะรองรับไม่ไหวแล้ว
แน่นอนว่าสถานการณ์นี้ ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกคลื่นมาถึงระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากการคาดการณ์ของหลายฝ่าย กว่าที่ประเทศไทยจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดให้กลับมาจนภาคธุรกิจพอจะเดินได้เหมือนปกติคงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2-3 เดือน หรือราวไตรมาสที่ 4 ของปีเป็นอย่างเร็ว
นั่นหมายความว่า การแข่งขันในรอบนี้เราได้ออกสตาร์ทหลังประเทศอื่นๆ ไปหลายเดือน
ลำพังแค่ตัวเลขของผู้ติดเชื้อที่สูงแล้ว แต่พบว่าในเชิงการแข่งขันประเทศไทยกำลังค่อยๆ สูญเสียความได้เปรียบหลายๆ อย่างลงไป ตัวอย่างเช่นธุรกิจส่งออก
ข้อมูลจาก KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร จับสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจลดลงในหลายมิติ
มิติแรก คือการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น ตลาดหุ้น ที่นักลงทุนต่างชาติมีสัญญาณขายสุทธิอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันนักลงทุนในไทยก็เริ่มออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในปี 2021 ที่ในไตรมาส 1 นักลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างชาติแล้วกว่า 3 แสนล้านบาท
มิติที่ 2 คือการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ ซึ่งพบว่าในปัจจุบันต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยลดลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ในขณะที่บริษัทไทยก็เริ่มออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเช่นกัน
มิติที่ 3 คือการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกในปี 2021 การส่งออกทั่วภูมิภาคขยายตัวอย่างแข็งแกร่งตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้เร็ว แต่สัญญาณที่เราเห็น คือการส่งออกของไทยฟื้นตัวได้ช้ากว่าหลายประเทศในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยมีสัดส่วนของสินค้าส่งออกที่ใช้เทคโนโลยีต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง ซึ่งสะท้อนว่าไทยมีคู่แข่งที่น่ากลัวเพิ่มขึ้นและต่างชาติกำลังมีความต้องการสินค้าไทยลดน้อยลง
KKP Research ยังได้รายงานเพิ่มเติมว่า 5 อุตสาหกรรมหลักที่ค่อยสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันไป ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, รถยนต์, สินค้าเกษตร และปิโตรเคมี
เหตุผลส่วนหนึ่งนั้นมาจาก ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตในรูปแบบของการรับจ้างผลิตมานาน ทำให้ ประสบปัญหาการขาดแคลนเทคโนโลยีขั้นสูง
เมื่อขาดเทคโนโลยีและไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีมาตั้งแต่แรกเริ่ม ก็ย่อมส่งผลกับการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าที่ทำได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
เพราะฉะนั้นการที่ประเทศไทยจะกลับมายืนอยู่ในแถวหน้าได้อีกครั้ง สิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันเติมเต็มเข้าไปก็คือ “นวัตกรรม”
นวัตกรรมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่เพียงอย่างเดียว หากแต่หมายถึงความคิดสร้างสรรค์ หลักปฏิบัติ กรอบความคิด หรือวิธีการทำงานใหม่ๆ ที่สามารถสร้างอิมแพคต่อตลาด หรือการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค อันจะนำมาซึ่งความได้เปรียบทางการแข่งขันในอนาคต
ในความเป็นจริง เป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมนี้เป็นสิ่งที่ทางรัฐบาลได้ประกาศทิศทางเอาไว้ด้วยการเอาความคิดสร้างสรรค์เป็นแรงผลักดัน และนำนวัตกรรมเข้ามาช่วย เพื่อสร้าง New S-Curve ให้กับประเทศ
การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่ต้องยอมรับว่าหน่วยงานที่จะเป็นหัวหอกในการบุกไปข้างหน้าให้เร็วที่สุดนั้น คงหนีไม่พ้นภาคเอกชน
ภาระของภาคเอกชนที่แบกรับไว้นี้ก็มีหลายด้านด้วยกัน เช่น
- พัฒนาสินค้ากลุ่ม Community Product ขึ้นไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม
- เน้นปรับปรุงการผลิตเชิงปริมาณไปเชิงมูลค่า
- พัฒนาสินค้าภาคบริการให้มีความเป็นเลิศ
- ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ไหน ทุกอย่างก็ล้วนต้องการนวัตกรรมมาเป็นเฟืองจักร
- กองบรรณาธิการจึงมุ่งหวังว่าแต่ละองค์กรจะหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริง
- ถ้าเรายังหวังว่าจะวิ่งแซงคู่แข่งกลับมายืนเป็นแถวหน้าในภูมิภาคเหมือนสมัยก่อน
- เพื่อให้สกู๊ปข่าวชิ้นนี้สมบูรณ์ขึ้น ทีมงานยังได้สัมภาษณ์ผู้บริหารที่อยู่ในอุตสาหกรรมต้นน้ำ ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหาร, ท่องเที่ยว, บันเทิง, การเงิน, เทคโนโลยี, ขนส่ง รวมถึงธุรกิจที่ปรึกษา เพื่อสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับการนำเอานวัตกรรมด้านต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ผู้บริหารที่ทีมงานมีโอกาสได้สัมภาษณ์นี้ ล้วนแต่มีมุมมองในเชิงการบริหารงานและเชิงการตลาดที่น่าสนใจ ซึ่งผู้อ่านสามารถนำเอาแนวคิดไปปรับใช้ได้ทันที อันประกอบด้วย
- คุณธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
- คุณภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)
- คุณภูริต ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด
- คุณเรืองโรจน์ พูลผล ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG)
- คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)
- คุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
- คุณสุภศักดิ์ กฤษณามระ กรรมการผู้จัดการ ดีลอยท์ ประเทศไทย
- มร.อเล็กซ์ อึ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ในส่วนของ Case Study หรือกรณีศึกษา เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน Cover Sotries ได้แบ่งโครงสร้างของคำว่านวัตกรรมออกเป็น 3 แกนหลักคือ
1.Configuration การมุ่งเน้นที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร การจัดการองค์กร ไปจนถึงกระบวนการผลิตต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนของซัพพลาย
2. Experience การนำความคิดสร้างสรรค์มาส่งมอบประสบการณ์ใหม่ในด้านต่างๆ กับผู้บริโภคให้เป็นการนำเสนอสินค้าและบริการที่มีความหลากหลาย มีความสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น
3. Result ความคาดหวังในส่วนของผลลัพธ์ที่ได้กลับมาจากการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
จาก 3 โครงสร้าง ทีมงานได้มีการจัดกลุ่มของข่าวให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยแบ่งเป็น 8 กลุ่ม เริ่มจาก
1. Product Performance ที่รวมหัวข้อการทำ Product Innovation, Product Differentiation, Product Usage ที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จากตัวเลขผลประกอบการ โดยนำเสนอผ่านแบรนด์ AIA, AP (Thailand), Chia Tai, Global Connections, Great Wall Motor, Kangzen, Krungsri Auto, LINE, Mercedes-benz, Oishi Green Tea, Philips, PTT Station, TOA, TollWay, True Online
2. Product Design การสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ กับผู้บริโภคผ่านงานออกแบบทั้งในเชิงโครงสร้าง หรือรูปลักษณ์ของสินค้าและบริการ ที่มีความโดดเด่น โดยนำเสนอผ่านแบรนด์ KTC, Lenovo, Mali, Obodroid, Samsung, UOB
3. Brand ตัวอย่างวิธีการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคที่เป็นมากกว่า Brand Loyalty หรือความจงรักภักดีต่อแบรนด์ แต่หมายถึงเป้าหมายที่จะเป็น Brand Love ในใจของลูกค้า โดยนำเสนอผ่านแบรนด์ DPO (อ.ส.ค.), dtac, Johnnie Walker, ttb, Pruksa, Wall’s
4. Brand Network หนทางในการส่งมอบประสบการณ์ใหม่ผ่านการทำ Brand Portfolio ในองค์กรเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รวมไปถึงการทำ Collaboration กับแบรนด์อื่น เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยนำเสนอผ่านแบรนด์ Bar-B-Q Plaza, CRG, Esso, Halls, Lay’s, Masita, Osotspa, TCP, Thai Honda, Uniqlo
5. Reputation การหยิบเอานวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือในการสร้างชื่อเสียงและความไว้วางใจ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในธุรกิจที่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค อาทิ การเงิน, ประกัน, ขนส่ง โดยนำเสนอผ่านแบรนด์ Flash Express, Viriyah Insurance
6. Sustainable Process นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทุกองค์กร ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป เนื่องจากเป็นความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจที่ผู้บริโภคจะเรียกร้องให้แบรนด์กันมาคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคม Green Marketing, Circular Economy, Sustainable Brand จึงเป็นเป้าหมายใหม่ของหลายองค์กร โดยนำเสนอผ่านแบรนด์ Banpu, Cafe Amazon, GC, IKEA, KBank, Nestle, Sansiri, SCG, Unilever
7. Customer Engagement การหยิบเอานวัตกรรมหรือความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้กับการตลาด เพื่อเป็นสะพานใจไปยังผู้บริโภคนั้นจำเป็นต้องฟังผู้บริโภคแล้วจึงจับประเด็นมาพัฒนาเพื่อหาจุดเชื่อมโยงที่เหมาะสม โดยนำเสนอผ่านแบรนด์AIS, Coke, Heineken, Shopee, Siam Piwat, Starbucks, Tellscore, TQM
8. Channel Model สุดท้ายเรื่องของการพัฒนาช่องทางการขาย หรือช่องทางการนำเสนอบริการใหม่ๆ ที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมและพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการขายแบบดั้งเดิม ช่องทางการขาย ออนไลน์หรือแพลตฟอร์ม หรือแม้กระทั่งการทำ O2O โดยนำเสนอผ่านแบรนด์ Amado, Class Cafe, J&C, Lazada, Penguins Eat Shabu, TCEB, The Mall
ทั้งหมดนี้คือ 71 บทความที่พยายามอธิบายความสำคัญของนวัตกรรม และแสดงตัวอย่างความสำเร็จของการนำเอานวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในแต่ละประเภทธุรกิจ เพื่อสร้าง Brand Value และความได้เปรียบทางการแข่งขัน สามารถติดตามได้ที่ BrandAge Online