Q: Positioning ของ SEAC หลังการ Transform จะเปลี่ยนไปอย่างไร
A: การ Transform องค์กร ทำให้ Positioning ของ SEAC เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการได้องค์กรด้านการศึกษาชั้นนำของโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มาเป็นพันธมิตรเพื่อสร้างโปรแกรมการพัฒนาผู้นำร่วมกัน และทำให้ SEAC ต้องมีการปรับตัวเองอย่างมากด้วยเช่นกัน เพราะถ้าวันนี้กลยุทธ์ของเราไม่ชัด เราก็ไม่สามารถที่จะอยู่รอดในธุรกิจนี้ต่อไปได้ ดังนั้นเราจึงเดินหน้าทำใน 2 เรื่องหลักๆ คือ
หนึ่ง การรักษาจุดยืนในเรื่องของการทำ Leadership Development แต่การสร้างผู้นำในมุมมองของเรา ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าผู้นำควรจะมีลักษณะเป็นอย่างไร และสิ่งแรกที่เราต้องทำคือโยนทิ้งภาพเดิมๆ ว่า เราเคยสร้างผู้นำมาอย่างไร คือ ต้อง Disrupt ตัวเอง ต้อง Transform ตัวเองก่อน
สอง เรายังโฟกัสในเรื่องของ Innovation Capability จึงเน้นสร้างพันธมิตรระดับเวิลด์คลาสเพื่อให้ได้นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การเซ็นสัญญาความร่วมมือ The Arbinger Institute หรือกับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เพื่อนำคอนเทนท์ของเขามาประยุกต์ใช้กับลูกค้าของเรา ซึ่งก่อนหน้านี้เราอาจทำแค่เรื่องการเทรนนิ่ง แต่ตอนนี้เราขยับไปสู่เรื่องของ Lifelong Learning ที่ไม่ใช่แค่การสร้างหลักสูตร และนำผู้บริหารไปอยู่ในหลักสูตร 2-3 วัน แล้วจบ เราสร้างโปรแกรมที่ใส่ข้อมูลขนาดพอดีคำแต่มีความต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริหารเข้าใจทักษะในการเป็นผู้นำอย่างแท้จริง
Q: วันนี้อะไรคือ “จุดขายสำคัญ” ของ SEAC ที่ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น
A: ปัจจุบัน SEAC ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกหลายแห่ง เพื่อจัดทำโปรแกรมการพัฒนาผู้นำ เช่น การร่วมมือกับ Stanford Center for Professional Development มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และการร่วมมือกับ The Arbinger Institute รวมถึงการร่วมมือกับ Erickson Coaching International ทำให้ SEAC ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าที่เป็นองค์กรชั้นนำมากมายอย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ ธนาคารไทยพาณิชย์ ปูนซิเมนต์ไทย และไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
วันนี้เราเหมือนเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของหลากหลายองค์กร เพื่อทำให้เขาสามารถรักษาความเป็นผู้นำในแต่ละอุตสาหกรรมของเขาได้ ด้วยการนำเสนอเครื่องมือ หรือแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดผ่านโปรแกรมการสอนที่ถูกออกแบบมาให้มีความเหมาะสมกับผู้นำในแต่ละระดับ และเป็นไปตามบริบทของแต่ละองค์กร โดยโปรแกรมของ SEAC จะเน้นในด้านแนวทางการดำเนินธุรกิจ และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ อีกทั้งยังปลูกฝังให้ผู้เรียนเข้าถึงการพัฒนา และการเรียนรู้ตลอดชีพอย่างถึงแก่น พร้อมช่วยสร้างความก้าวหน้าของการเป็นผู้นำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Q: จุดแข็งของ SEAC มีในเรื่องใดบ้าง
A: SEAC พยายามทำให้องค์กรต่างๆ สลัดทิ้งวิธีคิดแบบเดิมๆ ด้วยการหลีกหนีจากการเรียนรูปแบบเก่าที่ยึดติดทฤษฎี แล้วหันมาเรียนรู้ในรูปแบบที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว กล้าลองผิดลองถูก และใช้ประโยชน์จากข้อผิดพลาด หรือผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ปกติของโลกธุรกิจในปัจจุบัน
เราเริ่มสร้างจุดแข็งด้วยการตัดในเรื่องที่ไม่ถนัดออกไป ดังนั้นเรื่องไหนที่เราไม่ถนัดที่จะทำเราได้ยกเลิกการให้บริการมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ตรงนี้ถือเป็นจุดแข็งของเราอย่างหนึ่ง เพราะเราจะไม่ทำในสิ่งที่เราคิดว่า เราแค่พอทำได้ และวันนี้เรายังมีจุดแข็งจากการสร้างพันธมิตรระดับเวิลด์คลาส เราสอบผ่านข้อกำหนด และสามารถยกระดับขีดความสามารถของคนในองค์กรได้ตามมาตรฐานที่เขากำหนดไว้ อีกเรื่องที่สำคัญ คือ เราสามารถนำเครื่องมือ และวิธีการของพาร์ทเนอร์ของเรามาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับลูกค้าในตลาดของเราได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
Q: นโยบายธุรกิจ และการรุกตลาดในปีนี้จะโฟกัสที่เรื่องใดเป็นหลัก
A: ปีนี้เราจะโฟกัสการทำตลาดใน 2 โปรแกรมหลัก คือ Leading in the Disruptive World (LDW) และ Leading Disruptive Innovation with DESIGN THINKING
ในส่วนของโปรแกรม Leading in the Disruptive World (LDW) เป็นโปรแกรมที่เราทำร่วมกับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เราอยากให้ผู้นำในองค์กร หรือเจ้าของธุรกิจเริ่มเห็นภาพชัดๆ ก่อนว่าโลกในวันนี้เปลี่ยนไปขนาดไหน โดยพาผู้บริหารเดินทางไปที่นั่นหนึ่งสัปดาห์ มีการเตรียมตัวก่อนเดินทาง และในระหว่างที่อยู่ที่นั่นเราก็ช่วยย่อยข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ผู้บริหารซึมซับความรู้ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อกลับมาแล้วก็ยังคงเพิ่มเติมข้อมูลให้ต่อ เราอยากให้เขาเห็นว่า ทักษะในการนำในวันนี้ ไม่เหมือนเดิมแล้ว และต้องหาวิธีการนำองค์กรแบบใหม่กันแล้ว
ส่วน Leading Disruptive Innovation with DESIGN THINKING เป็นโปรแกรมที่เราทำกับสแตนฟอร์ด เราอยากเน้นเพราะในอดีตเคยเข้าใจว่า การจะสร้างนวัตกรรมในองค์กรเราจำเป็นต้องหาคนเก่งๆ มานำในเรื่องการหาอะไรใหม่ๆ แต่ก็ใช่ว่าทุกองค์กรจะเจอคนที่มีความสามารถพิเศษ เพราะคนเก่งมากไม่ได้มีอยู่ทั่วไป และก็ไม่ว่าจะสร้างขึ้นมาได้ง่ายๆ ทาง SEAC จึงได้สร้างกระบวนการทางความคิดของ Design Thinking เพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินค้าและบริการ การจัดการ การคิด หรือการนำองค์กรแบบใหม่ ก็นำเรื่อง Design Thinking มาใช้ได้