สัดส่วนการส่งออกในปัจจุบันคิดเป็น 30% ของรายได้รวมเมื่อปีที่แล้วประมาณ 14,000 ล้านบาท ภายในอีก 5 ปีข้างหน้าคาดหวังว่าสัดส่วนจะเพิ่มเป็น 50% โดยมียอดขายจากต่างประเทศประมาณ 15,000 ล้านบาท เนื่องจากมองว่า โอกาสทางการตลาดจากทั่วโลกยังเปิดกว้างรออยู่ เนื่องจากตัวเลขการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยเฉลี่ยของตัวโลกจะมีอยู่แค่ประมาณ 15 ซองต่อคนต่อปี ขณะที่บ้านเรา การบริโภคเฉลี่ย จะอยู่ที่ 53.2 ซองต่อคนต่อปี
ขณะที่ การทำกำไรจากตลาดต่างประเทศจะมีมากกว่า เพราะตลาดจะมีเซ็กเม้นต์ที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่ตลาดแมส แต่ยังมีสินค้าพรีเมียม รวมถึงสินค้าที่เป็น High Value อย่างพวกผลิตภัณฑ์ออแกนิกส์ หรือ Wheat Noodle ซึ่ง การทำในเรื่องของโปรดักท์นั้น จะมีการเข้าไปเล่นกับตลาดท้องถิ่นมากขึ้น อย่างการทำพาสต้า ที่ไม่มีกลูเต็น สำหรับคนยุโรปที่มีคนแพ้กลูเตน อยู่จำนวนมาก
การก้าวข้ามจาก Volume Base มาสู่ Value Base นั้น ส่วนหนึ่ง จะเป็นการนำสูตรสำเร็จจากต่างประเทศในแง่ของตัวผลิตภัณฑ์เข้ามาทำตลาดในบ้านเราด้วย โดยเฉพาะตัวที่เป็น High Value โดยจะออกผลิตภัณฑ์ที่เป็นข้าวมากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวที่เข้ามาช่วยเพิ่มกำไรให้มีมากกว่าแค่การทำตลาดในกลุ่มแมสเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
สิ่งที่น่าจับตามองก็คือ คนไทย ไม่ได้แค่มองในเรื่องของราคาเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของ Experience นั่นคือเหตุผลที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกาหลีซองละ 40 บาท ถึงยังคงขายได้ ในบ้านเรา
ขณะที่ตลาดบะหมี่พรีเมียมในบ้านเรานั้น ปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 25% ของตลาด ยังมีการเติบโตที่ดี เนื่องจากฐานตลาดยังไม่ใหญ่นัก ซึ่งจะเป็นอีกแรงส่งที่ทำให้ไทยเพรซิเดนท์ ฟู้ด สามารถก้าวไปสู่การทำตลาดแบบ Value Base ได้เป็นอย่างดี.....