โควิด-19 สร้างความเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก ส่งผลกระทบในทุกด้านทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของเราที่ต้องเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า “New Normal” และกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค “Next Normal”หลังจากที่เราต้องใช้ชีวิตท่ามกลางโรคระบาดนี้มากว่า 2 ปีธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพ (Healthcare) ก็เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีการปรับตัวอย่างหนักและได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคนตื่นตัวในเรื่องของสุขภาพอนามัยมากขึ้นกว่าเดิม สืบเนื่องมาจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการทำงานให้แตกต่างไปจากเดิมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นองค์กรต่างๆ ต้องหันมาทำการศึกษาและวิจัยเพื่อให้สามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายที่เกิดขึ้น หากแต่นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ให้กับมนุษยชาติมานับตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันนั้น ล้วนแล้วแต่มี “คน” อยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น
“กล้า” ที่จะทลายกรอบความคิดแบบเดิมๆ
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แวดวงวิทยาศาสตร์และการดูแลสุขภาพนั้น ถูกมองว่าเป็นสังคมที่ชายเป็นใหญ่1มาโดยตลอด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แอสตร้าเซนเนก้า บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ชั้นนำของโลก จึงได้มีการกำหนดแนวทางในการสร้างความเสมอภาคในองค์กร เพื่อทลายกรอบความเชื่อในรูปแบบเดิมๆ เกี่ยวกับวงการวิทยาศาสตร์ อาทิการส่งเสริมความหลายหลายและการยอมรับความแตกต่างของแต่ละบุคคลให้เกิดขึ้นภายในองค์กร รวมไปถึงการส่งเสริมให้เกิดความกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ ด้วยตระหนักดีว่าการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีความแสมอภาคและการสนับสนุนและยอมรับในความแตกต่าง จะช่วยก่อให้เกิดพลังบวกในการทำงานสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ หรือแม้แต่การแก้ปัญหาที่แสนจะท้าทายของโลก แอสตร้าเซนเนก้า จึงได้มีการวางเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่คนในองค์กรจะรู้สึกปลอดภัยและมีพลังใจในการทำงาน ทำให้พวกเขารู้สึกว่าทุกคนคือส่วนสำคัญในความสำเร็จขององค์กร ไม่ว่าพวกเขาจะมีพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมแบบไหน หรือเป็นเพศอะไร เพราะความหลากหลายทางความคิดคือจุดเริ่มต้นของความคิดริเริ่มต่างๆ ที่ทำให้คนในองค์กรสามารถเติบโตและเรียนรู้ไปด้วยกัน
เจมส์ ทีก ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวกับเราว่า “ความเสมอภาคเป็นสิ่งที่แอสตร้าเซนเนก้าให้ความสำคัญมาโดยตลอด เราเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นเพศอะไร พนักงานทุกคนมีโอกาสในการเติบโตในองค์กรเท่ากันเราอยากให้พนักงานสามารถแสดงศักยภาพของพวกเขาออกมาได้อย่างเต็มที่ จึงมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่ปราศจากการมีอคติในสถานที่ทำงานและการมอบโอกาสแก่ทุกคนให้สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจขององค์กร ที่แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย เรามีพนักงานผู้หญิงกว่า 71.6% และสมาชิกกว่า 50% ของทีมบริหารแอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย นั้นเป็นผู้หญิง เจมส์ กล่าวต่อว่า “ในปี 2564 แอสตร้าเซนเนก้ามีสัดส่วนพนักงานหญิงในทวีปเอเชีย ไม่รวมประเทศอินเดีย สูงถึง 57% และ ระดับผู้จัดการอาวุโสขึ้นไปเป็นพนักงานผู้หญิง ถึง 53% นอกจากนี้ อัตราการเข้าทำงานของพนักงานใหม่ที่เป็นผู้หญิงก็มีสัดส่วนสูงถึง 62% ขณะที่อัตราส่วนของพนักงานผู้หญิงที่ได้เลื่อนตำแหน่งนั้นมีสูงถึง 64% และในระดับโกลบอลนั้น แอสตร้าเซนเนก้า ตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2568 สัดส่วนของผู้บริหารแอสตร้าเซนเนก้าตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไปทั้งชายและหญิงจะต้องเท่าเทียมกันอีกด้วย”
การผลักดันศักยภาพของสตรีทั้งในปัจจุบัน และอนาคต
ในปี 2564 แอสตร้าเซนเนก้า คือ 1 ใน 325 บริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีผลงานโดดเด่นด้านการสนับสนุนให้เกิดความเสมอภาคทางเพศ จากรายงาน LP Gender-Equality Index 2021 ของสำนักข่าว Bloombergและยังได้รับการจัดอันดับโดยวารสาร Hampton-Alexander Reviewว่าเป็นบริษัทยาใน The Financial Times Stock Exchange 100 หรือ FTSE 100 ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้บริหารหญิงมากที่สุด