ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจถึง การใช้จ่ายอาหารและเครื่องดื่มในประเทศปี 2565 นี้ ว่า อาจอยู่ที่ระดับ 2.57-2.59 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.9%-2.7% เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่ขยายตัว 2.5% โดยการเติบโตของมูลค่าตลาดมาจากผลด้านราคาเป็นหลัก ซึ่งขยายตัวราว 3.1%YoY จากต้นทุนการผลิตที่ขยับขึ้นและส่งผลต่อเนื่องไปยังราคาจำหน่าย ในขณะที่ระดับการบริโภคในภาพรวมอาจทรงตัวหรือหดตัวเล็กน้อยที่ 0.6%YoY
หากมองเข้ามาที่ตลาดเครื่องดื่มแล้ว พบว่า ตลาดน้ำอัดลมที่มีมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท ถือเป็นเซ็กเม้นต์เครื่องดื่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ แน่นอนว่า จากฐานตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ การเติบโตของตลาดที่มีออกมาจึงไม่มากนัก เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มตัวอื่นๆ
แต่สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ การออกมาท้าทายผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดน้ำอัดลมอย่างโค้ก และเป๊ปซี่ ของบรรดาแบรนด์เครื่องดื่มต่างๆ ที่พยายามเข้ามาสร้างเซ็กเม้นต์ซ้อนเป็นเครื่องดื่มอัดก๊าซ หรือคาร์บอเนต ซอฟท์ ดริ๊งก์ โดยอาศัยกระแสในเรื่องของการใส่ใจสุขภาพเข้ามาเป็นตัวนำ ตามมาด้วย ความแปลกใหม่ของสินค้า ที่ส่วนหนึ่งยังไม่มีใครเคยเข้ามาเปิดตลาด หรือแม้จะเคยมีอยู่ก่อนหน้าแล้ว แต่ก็ไม่มีการทำตลาดออกมามากนัก
แน่นอนว่า การเข้ามาในรูปแบบดังกล่าวนี้ หากสามารถแชร์ตลาดน้ำอัดลมมาครองได้แค่ 10% นั่นก็หมายถึง การมียอดขายถึงกว่า 5,000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว

จุดเด่นอย่างหนึ่งของเครื่องดื่มอัดก๊าซ หรือคาร์บอเนต ซอฟท์ ดริ๊งก์ ก็คือ การช่วยเพิ่มความสดชื่น ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนหนึ่งจะเข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ค่อนข้างแอดทีฟได้เป็นอย่างดี การเปิดตัวเอนเนอร์จี้ ดริ๊งก์ ตัวใหม่ของค่ายเป๊ปซี่ คือ “ร็อคสตาร์” ก็เป็นเครื่องดื่มเอนเนอร์จี้ ดริ๊งก์ แบบอัดก๊าซ ซึ่งเป็นการฉีกหนีไปจากเครื่องดื่มชูกำลังเดิมๆ ที่ทำตลาดอยู่ก่อนหน้า
ส่วนตัวอย่างที่สะท้อนภาพการเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจังของเครื่องดื่มแบรนด์ไทย ก็คือ การเข้ามาของค่ายสิงห์ที่เปิดตัว “สิงห์ เลม่อน โซดา” ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งความน่าสนใจของการเปิดตัวสิงห์ เลมอนโซดา ไม่ได้อยู่ที่การเป็นสินค้าใหม่ในรอบหลายปีภายใต้ Umbrella ของแบรนด์สิงห์เท่านั้น แต่นี่ยังเป็นการขยับตัวที่เป็นการสร้างการเติบโตในตลาดเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์
อย่างที่รู้ๆ อยู่ว่า สิงห์เป็นผู้นำในตลาดโซดาที่มีมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท โดยมีแชร์กว่า 90% ซึ่งการบริโภคส่วนใหญ่ของลูกค้าในตลาดนี้จะนำโซดาไปเป็นมิกเซอร์ผสมกับเหล้า การเติบโตของยอดขายของโซดาสิงห์ส่วนหนึ่งจึงต้องพึ่งพาการเติบโตของตลาดเหล้าด้วย
แม้สิงห์จะใช้ความพยายามในการสร้างรูปแบบการดื่มใหม่ๆ ของโซดาสิงห์ไม่ใช่แค่ผสมเหล้าเพียงอย่างเดียว แต่ก็เปลี่ยนการบริโภคได้ไม่มากนัก การสร้างการเติบโตใหม่ๆ จึงถูกวางมาที่การนำเสนอสินค้าตัวใหม่เข้าสู่ตลาด
สิงห์เลมอนโซดา นี้ เป็นการออกสินค้าใหม่ที่ “ถ่าง” ตัวเอง เข้ามาเล่นอยู่ตรงกลางระหว่างโซดา ที่มีมูลค่าตลาด 15,000 ล้านบาท กับตลาดน้ำอัดลมมูลค่า 56,000 ล้านบาท ซึ่งหากสามารถกินได้ทั้ง 2 ตลาด จะมีมูลค่ารวมกันถึง 71,000 ล้านบาทเลยทีเดียว โดยสิงห์ เลม่อน โซดา มีการนำเรื่องของสุขภาพที่มีการเสริมวิตามินเข้าไป เป็นตัวช่วยกระตุ้นตลาด นอกเหนือจากการเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล ซึ่งการเป็นทั้งซอฟท์ ดริ๊งก์ และมิกซ์เซอร์ ที่ตอบรับกับเทรนด์การดื่มไวท์ สปิริต ของคนไทย ทำให้สิงห์ เลม่อน โซดา เข้ามาสร้างสีสันให้กับตลาดได้ไม่น้อย
ภาพสะท้อนถึงความสำเร็จในการทำตลาดก็คือ ตัวเลขการเติบโตที่มีมากกว่าการเติบโตของน้ำอัดลม โดยมียอดขายอยู่ที่ 28 ล้านลิตร และสามารถปิดมูลค่ายอดขายที่ประมาณ 1,357 ล้านบาท จากตลาดเครื่องดื่มอัดก๊าซแบบกระป๋องที่มีมูลค่า 13,172 ล้านบาท
สิงห์ ต่อยอดความสำเร็จ ด้วยการเปิดตัว สิงห์ เลม่อน เรด โซดา เข้ามาเสริมพอร์ต หลังจากที่มีตัวสิงห์ เลมอนโซดา และสิงห์ ยูซุ เลมอน โซดา อยู่ในตลาดก่อนหน้านั้น โดยสิงห์มองว่า สินค้าใหม่ที่ส่งเข้าตลาดนี้ จะช่วยทำให้ยอดขายรวมในปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 45 ล้านลิตร

อิชิตัน ร่วมแจม
นอกจากค่ายสิงห์แล้ว อิชิตัน เองก็สนใจที่จะเข้าตลาดนี้เช่นกัน โดยจะเป็นการเปิดตัวเครื่องดื่มตัวใหม่ในกลุ่ม Non-Tea ที่เป็นเครื่องดื่มอัดก๊าซ (CSD) เพื่อเจาะตลาดวัยรุ่น ภายใต้แบรนด์น้องใหม่ “TANSUNSU (ตันซันซู)”
สินค้าตัวนี้ จะมาพร้อมคอนเซ็ปต์ใหม่ นั้นก็คือ เป็นเครื่องดื่มอัดลมที่ถือเท่ห์แบบ K-Pop เพื่อสะท้อนภาพของความเป็นวัยรุ่นที่มุ่งเจาะกลุ่มคนดื่มวัยรุ่นเป็นหลัก ถือเป็น 1 ใน กลยุทธ์ 3 N ที่ค่ายอิชิตันใช้ในการทำตลาด นั่นคือ New Product, New Market และ New Business
อิชิตัน วางเป้าหมายในการขายเครื่องดื่มอัดก๊าซ ภายใต้แบรนด์ ตันซันซู ไว้ที่ 500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะเป็นอีกความพยายามในการสร้างการเติบโตในกลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่ใช่ชาเขียว ซึ่งถือเป็นเสาหลักที่ทำรายได้ให้กับอิชิตัน โดยในภาพรวมธุรกิจครึ่งปีแรกนั้น อิชิตัน มีรายได้จากการขาย 3,058.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% กำไรสุทธิ 256.5 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 8.4%

ทิปโก้ ก็เอาด้วย
เทรนด์การเติบโตของเครื่องดื่มโซดา หรือเครื่องดื่มอัดก๊าซ ที่เติบโตแบบน่าสนใจนี้ กลายเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดเครื่องดื่มสัญชาติไทยหลายรายให้ความสนใจ
ล่าสุดที่ประกาศเข้ามาทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบก็คือ ทิปโก้ ที่เป็นผู้นำในตลาดน้ำผลไม้ของบ้านเรา ซึ่งจะเข้าตลาดนี้ด้วยการเปิดตัว “ทิปโก้ อิซซี่ (TIPCO IZZI)” และ “ทิปโก้ โซซ่า (TIPCO SOZA)” ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในกลุ่ม “TIPCO SPARKLING” ที่จะฉีกทุกกฎของเครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมโซดา
รุกตลาดเครื่องดื่มโซดาด้วยกลุ่ม TIPCO SPARKLING ที่จะมาเสริมพอร์ตโฟลิโอ สร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งให้กับเครื่องดื่มทิปโก้ ที่ก่อนหน้านั้น จะแข็งแกร่งในตลาดน้ำผลไม้
การหันมารุกตลาดเครื่องดื่มโซดา ในครั้งนี้ แน่นอนว่า คงจะมาบนจุดแข็งของความเป็นน้ำผลไม้ และน่าจะมองถึงการเข้ามาสร้างรูปแบบการดื่มทั้งที่เป็นค็อกเทล และการเป็นซอฟท์ ดริ๊งก์ ที่สามารถดื่มได้ทันที โดยจะมีจุดขายในเรื่องของการช่วยเพิ่มความสดชื่น และดีต่อสุขภาพ
เครื่องดื่มที่จะเปิดตัวนี้ จะเป็นอีกความพยายามในการขยายฐานแบรนด์มาสู่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นอีกสีสันที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตให้กับทั้งทิปโก้ และตลาดเครื่องดื่มโซดา ได้ไม่มากก็น้อย.....