บริษัท ดองกิ (ประเทศไทย) จำกัด จับมือกับพันธมิตรรายล่าสุด ธนิยะ กรุ๊ป พาร์ทเนอร์รายที่ 6 ในประเทศไทย ปักธงขยายสาขาที่ 7 โดยมีกำหนดการเปิดตัวต้นปี 2566 ณ ธนิยะพลาซา อาคาร B (BTS)
เหตุผลที่ทำให้สาขาใหม่ล่าสุดต้องเป็น “ใจกลางสีลม” ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นย่านที่มีคนญี่ปุ่นทำงานและอาศัยอยู่จำนวนมาก แต่สีลมเป็นย่านที่เต็มไปด้วยออฟฟิศน้อยใหญ่ และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สรรจรไปมาอย่างไม่ขาดสาย หรือเรียกได้ว่าเป็นเขตศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเต็มไปด้วยความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในพื้นที่
สอดคล้องกับนโยบายของธนิยะพลาซาที่ต้องการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์และเติมสีสันสู่ความเป็นไลฟ์สไตล์มอลล์ที่ทันสมัย ตอกย้ำการเป็นแลนด์มาร์คศูนย์การค้าแห่งถนนสีลม ขานรับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ของคนในพื้นที่ ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง เหมาะกับสินค้าและบริการของดองกิที่มีไลฟ์สไตล์เฉพาะได้เป็นอย่างดี

โยซูเกะ ชิมานุกิ ประธานกรรมการ บริษัท ดองกิ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตลาดใหม่ของเราในเขตศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร เนื่องจาก ธนิยะพลาซาเป็นศูนย์การค้ายอดนิยมบนถนนสีลม มีการเดินทางสะดวกเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสศาลาแดงและสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสีลม รวมถึงมีปริมาณผู้ใช้บริการในพื้นที่เป็นอย่างมาก ทั้งกลุ่มพนักงานบริษัท นักท่องเที่ยว และชุมชนใกล้เคียง อีกทั้งยังมีโลเคชั่นคล้ายคลึงกับการเลือกทำเลตั้งสาขาในประเทศญี่ปุ่นที่มักจะอยู่โดยรอบย่านบันเทิงในแต่ละภูมิภาคอีกด้วย”
ศลิษา นภาธร ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ธนิยะ กรุ๊ป กล่าวว่า “ปัจจุบันตึกธนิยะมีทราฟฟิกเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 3,000-5,000 คน และเชื่อว่าดองกิจะสามารถดึงคนเข้ามาใช้บริการได้มากกว่านั้น จากปกติที่สถานี BTS ศาลาแดงมีผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 100,000 คน อีกทั้งขณะนี้การทำงานของหลายบริษัทเริ่มกลับมาเข้าออฟฟิศเหมือนเดิมแล้ว และนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับมาเช่นกัน”

แต่ทว่าการแข่งขันในตลาดค้าปลีกบ้านเรา ถือเป็นสนามปราบเซียนของค้าปลีกสัญชาติญี่ปุ่น และการเข้ามาชิงพื้นที่ตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดองกิ สาขาธนิยะพลาซา จึงต้องปรับตัวในหลายๆ ด้าน
1. ปรับขนาดเพื่อเข้าไปอยู่ในจุดที่ต้องการ
การหาพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 2,000 ตร.ม. ในย่านที่ใครๆ ก็หมายปองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดองกิ จึงต้องยอม ‘ลดไซส์’ เหลือเพียง 1,200 ตร.ม. ถือเป็นสาขาที่มีขนาดเล็กที่สุดในไทย ต่างจากสาขาอื่นๆ ที่มีขนาดอยู่ที่ 4,000-6,000 ตร.ม.
และขนาดสาขาที่เล็กลง ทำให้พื้นที่จำหน่ายสินค้าก็น้อยลงไปด้วย โดยจะลดเหลือ 4,000-6,000 SKUs จากปกติวางได้สูงสุด 12,000 SKUs ดังนั้นดองกิ สาขาธนิยะพลาซา จึงเน้นขายสินค้าที่เป็นสินค้าขายดีของแต่ละสาขา และสินค้าที่ตรงกับความต้องการของคนในพื้ที่เป็นหลัก
แต่นี่ก็ถือเป็นโมเดลขนาดธุรกิจใหม่ของดองกิในไทย ซึ่งจะเป็นแนวทางในการหาพื้นที่ ขยายสาขาใหม่ๆ ในอนาคตได้ง่ายขึ้น อย่างดองกิในสิงคโปร์ก็มีโมเดลไซส์เล็กเพียง 1,000 ตร.ม. เช่นกัน
2. ปรับตัวเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนในพื้นที่
ดองกิ สาขาธนิยะพลาซา วางแผนที่จะเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับดีมานด์ที่มีตลอดทั้งวัน เพราะทำเลที่ตั้งอยู่กลางย่านที่ไม่เคยหลับนี้ มีทั้งพนักงานออฟฟิศในช่วงกลางวัน ผู้คนที่มาสังสรรค์ในช่วงกลางคืน และคนที่อาศัยอยู่ในระแวกนั้นๆ
และโซนโมบายฟู้ดของ จะเน้นขายสินค้า “Grab&Go” ที่มาในรูปแบบเมนูกลางวันและเมนูกลางคืน เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนในพื้นที่ ซึ่งเน้นการเดินไปทานไปหรือการช้อปปิ้งระยะสั้นมาให้บริการ เช่น มันเผา ขนมปังคิวามิ วากิวเสียบไม้ อาหารสำเร็จรูปยอดนิยม ของหวาน และขนมญี่ปุ่นยอดนิยมที่ถูกใจลูกค้าทุกเพศทุกวัย
นอกจากนี้ยังมีร้าน Sen Sen Sushi ธุรกิจใหม่ของดองกิ ซึ่งมี 4 สาที่ฮ่องกง และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากมาเปิดให้บริการแบบ 24 ชั่วโมงที่ธนิยะพลาซาอีกด้วย
โยซูเกะ ทิ้งท้ายว่า แม้ผลกระทบจากโควิด-19 จะทำให้เป้าของ ดองกิ ต้องปรับลดลงจากเดิม 20 สาขาภายในปี 2568 เป็นอย่างน้อย 12 สาขา แต่หลังจากนี้บริษัทจะเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 3 สาขา โดยเน้นทำเลนอกพื้นที่ย่านธุรกิจ (CBD) และนอกเขต กทม.