ถ้าดูจำนวนร้านโชวห่วยที่เข้าร่วมเป็น ร้านถูก ดี มีมาตรฐาน ตามที่ เสถียร เศรษฐสิทธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท ทีดี ตะวันแดง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีก “ถูกดี มีมาตรฐาน” ให้ข้อมูลไว้ในงานแถลงข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ แล้ว จะพบว่า ปัจจุบันมีร้านถูกดี มีมาตรฐาน ที่เปิดไปแล้วกว่า 5,000 ร้านค้า และปี 2567 หรืออีก 2 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 50,000 ร้านค้าแล้ว
ทำให้มองเห็นทิศทางของการเติบโตทางธุรกิจได้ดีว่า คุณเสถียร มองไกลมากกว่าแค่การทำธุรกิจค้าปลีก แต่จะเป็นเน็ตเวิร์คที่ทรงพลัง เพราะถือเป็นร้านสะดวกซื้อที่สามารถเข้าถึงชุมชนที่ลึกที่สุดในระดับหมู่บ้าน โดยคุณเสถียร มียุทธศาสตร์หลักอย่างชัดเจนว่าจะเจาะลึกเข้าไปในระดับหมู่บ้าน
ที่สำคัญ ยังต้องการให้ร้านถูกดี มีมาตรฐาน ก้าวข้ามจากแค่การเป็นเครือข่ายร้านโชห่วย มาสู่การเป็น Point of Everything ที่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ที่จะตามมาทั้งเรื่องของค่าบริการต่างๆ การเป็นโฆษณา ณ จุดขาย สำหรับสินค้าที่ต้องการเจาะเข้าไปหากลุ่มรากหญ้า รวมถึงการเป็นจุดที่ทำกิจกรรมต่างๆ ของหน่วยงานของรัฐ
การมีหมุดหมายที่ชัดเจนดังกล่าว เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทางธนาคารกสิกรไทย หรือเคแบงก์ เข้ามาร่วมลงทุนโดยยอมควักเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อร่วมลงทุน แน่นอนว่า การลงทุนดังกล่าว มีเป้าหมายในการต่อยอดการทำตลาดของเคแบงก์

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อครั้งงานแถลงข่าวว่า ชุมชนนอกตัวเมืองในจังหวัดต่างๆ เป็นพื้นที่ที่ลูกค้ามีความต้องการใช้บริการการเงิน บางส่วนไม่มีบัญชีเงินฝาก ไม่มีหลักฐานการเงินที่ทำให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และเป็นพื้นที่ที่สาขาของธนาคารยังเข้าไม่ถึง
การร่วมลงทุนกับ “บริษัทในกลุ่มธุรกิจ คาราบาว” เป็นยุทธศาสตร์ของธนาคารที่ตั้งใจพัฒนาร้าน “ถูกดี มีมาตรฐาน” ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของชุมชน ทำให้ทุกคนที่อยู่ในวงจรของ “ร้านถูกดี มีมาตรฐาน” ตั้งแต่เจ้าของร้าน คู่ค้า ชาวบ้านในชุมชน สามารถจับจ่ายใช้สอยและใช้บริการการเงินได้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้ง่ายขึ้น สร้างรายได้หมุนเวียนขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชน
ความร่วมมือนี้ จะทำให้ธนาคารมีจุดบริการเคแบงก์ เซอร์วิส (KBank Service) เพิ่มขึ้นอีก 30,000 จุด จากเดิมมีจำนวนกว่า 27,000 จุด เพิ่มช่องทางการให้บริการได้ลึกถึงแหล่งชุมชนและครอบคลุมทั่วประเทศ โดยปัจจุบัน ธนาคารมีช่องทางให้บริการผ่านสาขาจำนวน 830 สาขา ตู้เอทีเอ็มและตู้ฝากถอนเงินอัตโนมัติ รวม 11,000 ตู้ และ K PLUS ที่มีลูกค้าใช้งานกว่า 18 ล้านราย
ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนของธนาคารรวมกว่า 15,000 ล้านบาท ครอบคลุมการร่วมลงทุนผ่านตราสารการลงทุนที่ให้สิทธิลงทุนในหุ้นของบริษัท ทีดี ตะวันแดง จำกัด และเตรียมลงนามในสัญญาร่วมทุนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อให้บริการสินเชื่อเต็มรูปแบบ รวมถึงการสนับสนุนทางการเงินให้กับ “บริษัทในกลุ่มธุรกิจคาราบาว”

ความน่าสนใจในการรุกครั้งนี้ ก็คือ ทีดี ตะวันแดง เริ่มที่จะต่อยอดความเป็นเครือข่ายร้านค้าปลีกที่ทรงพลังของร้านถูกดี มีมาตรฐานแล้ว ด้วยการทดลองจะเริ่มทดลองระบบ “ขายเชื่อ” หรือการปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าในการซื้อสินค้าในร้านวงเงินประมาณ 500-1,000 บาท/ราย รวมไม่เกิน 2 แสนบาท/ร้าน เพื่อเสริมสภาพคล่องผู้บริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน รวมถึงเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ รับมือปัญหาเศรษฐกิจ-กำลังซื้อในปัจจุบัน
การขยับตัวดังกล่าว เป็นการร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยตั้งบริษัทร่วมทุน “กสิกร คาราบาว จำกัด” หรือ KBAO เข้ามาให้บริการสินเชื่อแบบดิจิทัล รวมกับข้อมูลฐานสมาชิกร้านที่ปัจจุบันมีกว่า 3 แสนราย โดยจะทดลองเฟสแรกใน 100 ร้านค้า เพื่อประเมินผลตอบรับและการรับมือความ
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการทำพรีออร์เดอร์สินค้า ที่เป็นการสั่งสินค้าในแคตตาล็อกผ่านหน้าร้าน เพื่อให้ขยายไลน์อัพสินค้าในแต่ละร้านเป็นกว่า 2 หมื่นเอสเคยูจากหลากหลายกลุ่ม เช่น วัสดุก่อสร้างจากเครือปูนซีเมนต์ไทย เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์การเกษตร เป็นต้น โดยจะใช้การจัดส่งสินค้าด้วยรถขนส่งของบริษัทที่วิ่งกระจายสินค้าให้แต่ละร้านอยู่แล้ว ช่วยให้ได้ต้นทุนค่าขนส่งที่แข่งขันได้และมีรอบการส่งที่แน่นอน
การจะก้าวไปสู่การเป็น Point of Everything ที่แข็งแกร่งได้นั้น จำเป็นต้องมีการเร่งขยายสาขาให้ครอบคลุมได้มากที่สุด ซึ่งตามแผนนั้น ทีดี ตะวันแดง จะเร่งสปีดการขยายสาขา จากปัจจุบันที่มีกว่า 5,000 ร้านให้ครบ 10,000 ร้านในสิ้นปีนี้ และเพิ่มเป็น 20,000 และ 30,000 ร้านในปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ โดยยกเลิกข้อจำกัดที่รับเฉพาะผู้ประกอบการโชห่วยเดิม เป็นเปิดรับนักลงทุนทั่วไป ทำให้ขณะนี้มีผู้สมัครกว่า 2,000 รายต่อเดือน
ทั้งหมดนั้น จะเป็นตัวเร่งในการก้าวไปสู่หมุดหมายที่ทีดี ตะวันแดง ปักไว้ให้กับร้าน “ถูกดี มีมาตรฐาน”