Jabra เป็นแบรนด์หูฟังจากเดนมาร์กที่มีสินค้าครอบคลุมหลายเซ็กเม้นต์ แต่เมืองไทยผู้บริโภคจะคุ้นเคยจากภาพจำของฟูฟัง Small Talk ที่เอาไว้ใช้สนทนาคู่กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ในสมัยที่เทคโนโลยีสื่อสารยังเป็น 3G และ 4G
แต่เมื่อเทคโนโลยี 5G เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมคนใช้สมาร์ทโฟน Jabra เองก็มีการปรับตัวตามบริบทของการใช้งานโดยหันมาเน้นทำตลาดหูฟังในกลุ่ม True Wireless ซึ่งสามารถใช้งานแบบอเนกประสงค์มากขึ้น
ดร.บรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด อธิบายว่า ตลาดหูฟังมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพราะผู้บริโภคมีความเข้าใจหูฟังในแต่ละบุคลิกมากขึ้น จนเกิดเป็นเทรนด์การเลือกซื้อหูฟังแยกตามการใช้งาน และมีหูฟังมากกว่า 1 ชิ้น ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มีแค่หูฟัง Small Talk อันเดียวจบ
“ปัจจุบันผู้บริโภคมีแนวโน้มค่าเฉลี่ยในการครอบครองหูฟัง จากปี 2560 ค่าเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 1-2 เครื่อง ก็เพิ่มเป็นเป็นคนละประมาณ 2-3 เครื่องในปัจจุบัน
ตอนนี้คนคุ้นเคยกับหูฟัง True Wireless มากขึ้น True Wireless เลยเข้ามาทดแทนหูฟัง Headband หรือหูฟัง Bluetooth แบบเดิม จนกินส่วนแบ่งตลาดไป 70-80% แล้ว เพราะความสะดวก ไม่มีสายให้รำคาญ จะดูหนังฟังเพลงก็สามารถทำได้หมด”
เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่ Jabra ที่มีจุดเด่นจากหูฟัง Small Talk จะสามารถแข่งขันกับหูฟังในตลาด True Wirless ที่มีแบรนด์จากค่าย Music ทำตลาดอยู่มากมายได้อย่างไร ดร.บรรพต อธิบายว่า ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคยังต้องการใช้งานฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการฟังเพลงเพียงอย่างเดียว อาทิ Phone Call หรือ Video Call

“เราพบว่าฟังก์ชั่น Phone Call หรือ Video Call นี้คนต้องการเป็นที่ 2 รองจากการฟังเพลง เพราะฉะนั้นเรื่องของการฟังเพลงเราก็ใส่เทคโนโลยีใหม่ๆเข้าไป เช่นการใช้ชิปเซตคุณภาพสูง ใช้ไดร์เวอร์ลำโพงขนาดใหญ่ และใส่เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่รองรับ Codec aptX, AAC และ SBC เข้าไป
ส่วนฟังก์ชั่นการ Call เราใส่เทคโนโลยีเข้าไปเต็มที่ เช่น ไมโครโฟน 6 ตัวทำให้คุยชัดเจน Jabra เคยทำเครื่องช่วยฟังมาก่อน ดังนั้นการออกแบบจึงเน้นความสบายที่สามารถใส่ได้ 24 ชั่วโมง รวมถึงยังมีระบบ Active Noise Cancelling ซึ่งเรามีเกือบรุ่นทำให้เรามั่นใจว่า Jabra สามารถสู้กับแบรนด์ที่มีจากตลาดมิวสิกได้”
ดร.บรรพต กล่าวว่า การซื้อหูฟัง True Wireless ในปัจจุบันมีปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคคำนึงถึงอยู่ 5 ปัจจัย คือ
1. คุณภาพฟังเพลง
2. คุณภาพการคุยโทรศัพท์
3. การสวมใส่สบาย
4. อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้ทั้งวัน
5. ระบบ Active Noise Cancelling

“ผู้บริโภคทั่วไปจะใช้งานทั้ง 2 ฟังก์ชั่น คือ Music และ Call ซึ่งสำคัญไม่แพ้มิวสิก เพราะคนไม่ได้ฟังเพลงอย่างเดียว แต่หูฟังถือเป็น Communication Device ด้วย ตรงนี้สำคัญ เพราะคนที่ฟังเพลงก็ใช้คุยโทรด้วยไม่ใช่ว่า ซื้อมาฟังเพลงอย่างเดียว หรือว่าซื้อมาเพื่อโทรอย่างเดียว ซึ่งแบบนั้นจะเป็นกลุ่มโปร หรือว่ากลุ่ม Audiophile ไป
เราเชื่อว่าเราตอบโจทย์ทั้ง 5 ความต้องการ แต่บางแบรนด์อาจะจะเด่นเรื่องฟังเพลงอย่างเดียว แต่เรื่องไมค์อาจจะไม่เด่น บางแบรนด์อาจจะเด่น ANC แต่ว่าหูฟังก็ตัวใหญ่ ใส่ไม่สบาย”
ถ้ามองการเปลี่ยนแปลงในเชิงการตลาด ที่ผ่านมา Jabra มีการเปลี่ยนโทนการสื่อสารโดนหันมาเน้นสีสัน ความสนุกสนานและไลฟ์สไตล์มากขึ้น
ล่าสุดกับการเปิดตัวหูฟัง Jabra Elite 5 ทาง Jabra ก็มีการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ใหม่ให้เชื่อมโยงกับผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ Technology for Life’s New Rhythm เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เนื่องจากมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานทางไกล ประชุมออนไลน์ การรับชมมีเดีย และความบันเทิงต่างๆ หรือแม้แต่การออกกำลังกาย ดังนั้น Jabra จึงพยายามทำให้แบรนด์สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนในยุคดิจิทัลไลฟ์
ดร.บรรพต ย้ำว่า การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ Jabra ถ้าเป็นบันได 10 ขั้น ตอนนี้ก็น่าจะเดินมาถึงขั้นที่ 7, 8 แล้ว เพราะที่ผ่านมาคนใช้หูฟัง Small Talk น้อยลงไปมาก และค่ายมือถือเองก็เลิกแจกพร้อมกับเครื่องแล้ว จึงทำให้โอกาสของตลาดหูฟัง True Wireless มีสูง และจะแยกเป็นเซ็กเม้นต์มากขึ้น
“ตอนนี้คนใช้งานหูฟังตามวัตถุประสงค์การใช้งานจริงๆ หูฟังกลุ่ม True Wireless จะเป็นตลาดใหญ่ที่ตอบสนองคนทั่วไป แต่ถ้าคนมี Active Lifestyle ที่ชอบออกกำลังกายก็จะมีสินค้าอีกกลุ่มหนึ่งมารองรับ เพราะต้องมีแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานและทนเหงื่อ ส่วนพวกที่ต้องประชุมบ่อยๆ ก็จะเลือกหูฟังที่มีระบบตัดเสียงรบกวนดีๆ
Jabra เราได้เปรียบเพราะอยู่มานาน เราอาจจะไม่เซ็กซี่ ไม่เร้าใจ แต่คนใช้เราแล้วยิ่งใช้ยิ่งชอบ ของเรายิ่งอยู่นานยิ่งรักกัน”