เนื่องจากบรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวกับผู้บริโภค ดังนั้นการออกแบบหรือสร้างจุดสนใจให้กับบรรจุภัณฑ์ของ “เต็ดตรา แพ้ค” จึงมีผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ซึ่งในแต่ละปี เต็ดตรา แพ้ค จะร่วมกับบริษัทวิจัยระดับโลกในการสำรวจและสรุปเทรนด์ผู้บริโภคทั่วโลกภายใต้ชื่อ “เทรนด์ดิพีเดีย” ให้กับลูกค้าเพื่อเป็นข้อมูลในการสร้างความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภค นำมาสู่การถอดรหัสและสร้างนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ตอบโจทย์ให้สอดรับกับความต้องการที่เปลี่ยนไป และจากรายงานฉบับล่าสุดของ “เทรนด์ดิพิเดีย 2022” พบ 3 เทรนด์สำคัญที่สามารถเทิร์นเป็นโอกาสทั้งทางด้านธุรกิจ การสร้างแบรนด์ การพัฒนานวัตกรรมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนเชื่อมโยงไปสู่ความยั่งยืน
สุภนัฐ รัตนทิพ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทุกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนโลกล้วนส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค โดย Mood of the World ในช่วง 2 ปีมานี้ผู้คนเผชิญกับมาตรการล็อกดาวน์ ถึงแม้ว่าต้นปีที่ผ่านมาสถานการณ์โควิดทั่วโลกจะคลี่คลาย แต่ภาวะความไม่แน่นอนยังคงอยู่กับโลกต่อไป สงครามครั้งใหม่ระหว่างรัสเซีย-ยูเครน นำไปสู่ปัญหาใหม่ นั่นคือต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกระทบซัพพลายเชนทั้งระบบ และค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นความกังวลในปัจจัยเงินเฟ้อ ความยากจน และความไม่มั่นคงในอาชีพ จึงแซงหน้าความกังวลเชื้อไวรัสโควิด แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคจะใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น จึงเป็นหน้าที่ที่ผู้ผลิตควรจัดหาสินค้าและบริการที่ตรงใจตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคอย่างทันท่วงที

จากเทรนด์ดิพิเดีย 2021 ที่มีความสอดคล้องกับเทรนด์ในปีนี้ เต็ดตรา แพ้ค จึงนำมาจัดหมวดหมู่ใหม่ให้ชัดเจนมากขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 เทรนด์ ประกอบด้วย Stay in Control, Break Out & Re-Experience และ Explore Omni-Spaces เพื่อให้ลูกค้าและซัพพลายเออร์เข้าใจการเปลี่ยนแปลง พร้อมนำเทรนด์ดังกล่าวมาร่วมกันทำงาน พัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนไป
สุภนัฐ อธิบายว่า Stay in Control เกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นบนโลก ผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการเงินเป็นอันดับต้นๆ จนอยากลุกขึ้นมาควบคุมทุกอย่างที่สามารถทำได้ ทั้งด้านสุขภาพตัวเอง ไปจนถึงควบคุมค่าใช้จ่าย โดยมีการเปรียบเทียบข้อมูลสินค้าอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ ดังนั้นบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มควรเข้ามามีบทบาทนำเสนอข้อมูลด้วยความโปร่งใส ตรงไปตรงมา ซึ่งสามารถทำได้ทั้งแบบใส่ข้อความหรือตราสัญลักษณ์ ที่บ่งชึ้ถึงความคุ้มค่า ด้านคุณประโยชน์ทางโภชนาการ หรือการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น

Break Out & Re-Experience หลังโควิดคลี่คลาย ผู้บริโภคส่วนใหญ่อยากหลุดจากกรอบเดิมๆ จึงเริ่มแสวงหาความสุขและความสนุกสนานเพื่อคลายเครียด โดยเฉพาะ 72% ของกลุ่ม Gen Z ยอมรับว่าให้คุณค่ากับความสนุกแปลกใหม่ แน่นอนว่าแบรนด์ที่อยู่ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มต้องจับกระแสนี้ให้ทัน นำความสนุกมาต่อยอดสร้างโอกาสธุรกิจ โดยพัฒนาสินค้าเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค ยกตัวอย่าง การขยายไลน์สินค้า เพิ่มรสชาติหรือรสสัมผัสใหม่โดยนำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์มาช่วยส่งมอบประสบการณ์ให้แบรนด์มีความโดดเด่นและแตกต่าง มาเพิ่มโอกาสการบริโภคได้มากขึ้น หรือแม้กระทั่งใช้บรรจุภัณฑ์เป็น Connected Packaging โดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์เข้ามาเชื่อมโยงผสมผสานกับการขาย การตลาดและการสื่อสาร ยกตัวอย่างการพิมพ์คิวอาร์โค้ดลงไปบนบรรจุภัณฑ์เพื่อเป็นสื่อกลางการทำกิจกรรมการตลาดเข้าถึงผู้บริโภค ซึ่งทั้งหมดไม่เพียงแต่เพิ่มยอดขาย แต่ยังทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์มีความทันสมัย โดนใจผู้บริโภค สร้างแบรนด์ลอยัลตี้ได้ในที่สุด
Explore Omni-Spaces การเรียนหรือทำงานอยู่บ้านได้สร้างความหมายใหม่ของการอยู่บ้าน เพราะการอยู่บ้านที่นานขึ้น ได้ทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสุขของกิจกรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน จะสังเกตได้ว่าแม้ผู้คนเริ่มออกไปนอกบ้านมากขึ้น แต่พฤติกรรมการทำอาหารกินเองที่บ้านยังคงดำเนินต่อไป เช่นเดียวกับการสั่งสินค้าออนไลน์ และอาหารดิลิเวอรี่ ซึ่งกลายเป็นความปกติใหม่ไปแล้ว แบรนด์จึงต้องปรับตัวให้ทันด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกับการอยู่บ้านมากขึ้น เพิ่มขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับปริมาณการใช้ที่เพิ่มขึ้นเป็น Family Pack แต่ต้องเปิด-ปิดง่าย จัดเก็บสะดวก รวมถึงออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารพร้อมทาน หรือกึ่งพร้อมทาน ตลอดจนรองรับบริการดิลิเวอรี่ได้

“เทรนด์ดิพีเดียให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งเราและลูกค้า ในส่วนของเราเองเทรนด์นี้เปรียบเสมือนรากฐานสำคัญให้นำไปคิดต่อว่าเทรนด์ของบรรจุภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นขนาด การใช้งาน การจัดเก็บ และความยั่งยืน ควรจะเป็นไปในทิศทางใด ในเวลาเดียวกันเราก็นำเทรนด์นี้ไปใช้ทำงานร่วมกับลูกค้า เพื่อคิดค้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ ในด้านสินค้า การทำโปรโมชั่น หรือการสื่อสาร ขึ้นอยู่กับลูกค้าแต่ละรายว่าต้องการพัฒนาในจุดไหน ซึ่งเทรนด์ดิพิเดียจะเข้ามาเป็นตัวชี้นำให้เรากับลูกค้ามองภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคในทางเดียวกัน และบางครั้งลูกค้ายังนำไปประกอบการวางกลยุทธ์ และวางแผนการตลาด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผลสำรวจเทรนด์ดิพิเดียเป็นเทรนด์ในระดับโลก เราจำเป็นต้องปรับให้เข้ากับประเทศไทย โดยนำผลสำรวจในประเทศมาประกอบการทำงานเพื่อให้เกิดความถูกต้องแม่นยำมากขึ้นตามบริบทสังคมไทย”
จุดนี้เองนอกจากสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าแล้วยังตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านการนำเสนอโซลูชันการผลิตและบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลก ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางอย่างครบวงจร (End to End Solution) เจ้าเดียวในอุตสาหกรรม ส่งผลให้เต็ดตรา แพ้ค เป็นผู้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีการผลิตและบรรจุภัณฑ์อาหารมาอย่างยาวนาน

“เต็ดตรา แพ้ค มีนวัตกรรมในหลาย ๆ ส่วน เริ่มจากเครื่องจักรที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่ของการดีไซน์ การผลิต การบรรจุ หรือบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ๆ เรามีเครื่องจักรที่สามารถเก็บหรือดึงคุณภาพสารอาหารจากวัตถุดิบออกมาได้ดีกว่าอุปกรณ์การผลิตอาหารโดยทั่วไป เช่น เรามีเครื่องจักรที่ดึงโปรตีนจากนมได้มากขึ้น เครื่องจักรสำหรับผลิตและบรรจุภัณฑ์ไอศกรีมรูปแบบต่าง ๆ หรือบรรจุภัณฑ์อาหารอย่างโจ๊กพร้อมทานจากเดิมที่ใช้กระป๋องและเปลี่ยนมาเป็นกล่องกระดาษที่ง่ายต่อการใช้งาน การจัดเก็บ และการขนส่ง เด่นด้วยนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เพราะมีน้ำหนักเบาและใช้กระดาษเป็นหลัก ในส่วนของบรรจุภัณฑ์โดยรวมของเต็ดตรา แพ้คก็มีการเพิ่มสัดส่วนของวัสดุทดแทนตามธรรมชาติ (Renewable Material) ในการผลิตบรรจุภัณฑ์มากขึ้น เช่น ฝาปิดขวดจากชานอ้อย รวมถึงการทำงานกับผู้ประกอบการรีไซเคิลในการพัฒนากระบวนการรีไซเคิลกล่องบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งช่วยสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบคาร์บอนต่ำอีกด้วย”

นอกจากนี้ เต็ดตรา แพ้ค พร้อมสร้างนวัตกรรมร่วมกับลูกค้า ไม่เพียงแต่พัฒนาสินค้าใหม่และเพิ่มมูลค่าให้กับบรรจุภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังเข้าไปช่วยวิเคราะห์จุดที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนให้กับลูกค้า
“ภาวะความไม่แน่นอนในสถานการณ์โลกประกอบกับเงินเฟ้อทำให้ต้นทุนทุกอย่างเพิ่มขึ้น อาจทำให้ลูกค้ามองว่าการลงทุนเพิ่มในเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม เต็ดตรา แพ้ค คิดเสมอว่าจะทำยังไงให้ลูกค้าสร้างสิ่งใหม่ หรือประสบการณ์ใหม่ให้กับตลาดโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ที่ผ่านมาเราจึงใช้เทคโนโลยีการพิมพ์คิวอาร์โค้ด หรือการทำทรีตเม้นต์บนบรรจุภัณฑ์ เคลือบด้วยเมทัลไลซ์เพิ่มความเงาให้กับผิวบรรจุภัณฑ์มีสีสันโดดเด่น รวมถึงเข้าไปประสานงานในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด เราจึงทำงานใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อให้เขาควบคุมต้นทุนได้ดีที่สุด ยิ่งสถานการณ์โลกปัจจุบันมีความตึงเครียดมากขึ้น เรายิ่งต้องทำงานหนัก ด้วยการหาพื้นที่ในการคุมต้นทุนได้ดีกว่าเดิมในทุก ๆ ส่วน ทั้งในโรงงาน ด้วยการใช้พลังงานให้คุ้มค่า ตลอดจนการขนส่งไปยังลูกค้าที่ประหยัดเชื้อเพลิงและตรงเวลา”
จากเทรนด์ต่าง ๆ ที่ยังคงพัฒนาตามสถานการณ์และปัจจัยที่เปลี่ยนไป สุภนัฐ มองความท้าทายการทำงานในอนาคตว่า เป็นเรื่องการสร้างนวัตกรรมให้เท่าทัน หรือนำหน้าหนึ่งก้าวเพื่อตอบรับกับความต้องการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และสิ่งที่จะทำให้ เต็ดตรา แพ้ค สามารถก้าวข้ามความท้าทายนั้นได้ คือการคาดการณ์เทรนด์ได้อย่างถูกต้อง เป็นคู่คิดและจับมือเดินเคียงข้างไปกับลูกค้า