จากสถานการณ์โควิด 19 ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคและความต้องการของอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป แบรนด์ต่างๆมีการปรับตัว ปรับเนื้อหาและการสื่อสารเกี่ยวกับแบรนด์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมปัจจุบันมากขึ้น
ครึ่งปีแรกของปี 2565 คุณต่อ พุทธศักดิ์ ตันติสุทธิเวท รองผู้อำนวยการฝ่ายการบริการวิเคราะห์ข้อมูล บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ได้บอกเล่าถึงเทรนด์โซเชียลที่น่าสนใจ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้

1. Spectrum of Attitude โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่สาธารณะที่เต็มไปด้วยความคิดเห็นจากคนหลากหลายประเภท มีทั้งความคิดเห็นที่ตรงกันและต่างกัน ซึ่งทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ดราม่า นั่นเอง โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีดราม่าเกิดขึ้นทั้งสิ้น 760,000 ข้อความ และได้รับเอ็นเกจเมนต์รวม 187,000,000 เอ็นเกจเมนต์ แบ่งเป็น 8 เรื่องหลักที่ทำให้เกิดเรื่องดราม่า ดังนี้
1. Privacy สิทธิส่วนบุคคล เห็นได้ชัดที่สุดอย่างกรณีของการเปิดเผยหน้าลูก กรณีดราม่าของ ดิว อริสรา ที่ได้ออกมาบอกว่าไม่คิดจะปิดหน้าลูก เพราะว่าไม่ใช่ดาราฮอลลีวูด ที่จะต้องรักษาความเป็นส่วนตัวขนาดนั้น ซึ่งประเด็นนี้ชาวเน็ตจับโยงไปที่ ปุ้มปุ้ย พรรณทิพา ที่ก่อนหน้านี้ออกมาบอกว่าจะไม่เปิดเผยหน้าลูกลงโซเชียล เพราะต้องการรักษาสิทธิความเป็นส่วนตัวของลูก เรียกได้ว่าเจอกระแสดราม่าในโซเชียลทันที เพราะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป
2. Belief ความเชื่อ ศรัธนา ศาสนา ซึ่งปีนี้จะมีคำว่า “ไม่เชื่อก็ต้องลบหลู่” อย่างการบุกจับพระที่จะเห็นได้ตลอดครึ่งปีแรก
3. Social Issue ปัญหาสังคม ยกตัวอย่างกรณีของเทย์เลอร์ สวิฟต์ เดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว สร้างคาร์บอน มลพิษและไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา คือ 8,293.54 ตัน ซึ่งถือว่ามากกว่าคนทั่วไป 1,184.8 เท่า แต่ทางตัวแทนของเทย์เลอร์ ออกมาชี้แจงว่า เหตุผลที่เครื่องบินส่วนตัวมีไฟลท์บินเยอะ เป็นเพราะได้มีการปล่อยเช่าเครื่องบินเป็นประจำ ไม่ได้ใช้งานเองทุกครั้ง
4. Life Value คุณค่าชีวิต โดยแต่ละคนจะให้คุณค่าที่ต่างกันออกไป ยกตัวอย่างการซื้อสินค้าอย่างไอโฟนที่ราคา 40,000 บาท คนอาจจะมองว่าแพง ซื้ออย่างอื่นดีกว่า แต่อีกส่วนนึงก็จะมองว่านี่คือคุณค่า และมองว่านี่คือเงินของเค้า เป็นต้น
5. Gender เพศ ความเท่าเทียมทางเพศ เห็นได้ว่าปีนี้มีความเปิดกว้างมากขึ้น แต่ก็ยังมีดราม่าอย่างเขื่อน ภัทรดนัยหนึ่งในคนที่ออกมาแสดงจุดยืนในเรื่องความเท่าเทียม และความหลากหลายทางเพศที่จะโดนบูลลี่จากคนบางกลุ่มอยู่เสมอ
6. Racism เชื้อชาติ กรณีดราม่า Little Mermaid นักร้องผิวสี ผู้มารับบทแอเรียล คนก็จะมองว่าเป็นการทำลายภาพจำ ทำให้มีคนไปกด Dislike วิดีโอทีเซอร์ภาพยนตร์ ในช่องของดิสนีย์กว่า 1 ล้านครั้ง
7. Human Rights สิทธิมนุษยชน อย่างกรณีของการไว้ผมยาว หรือเครื่องแบบ ตั้งคำถามคือจะมีการเรียกร้องสิทธินี้ได้ถึงไหน สิ่งที่ทำอยู่นี้คือละเมิดสิทธิของคนอื่นรึเปล่า เป็นต้น
8. Generation Gap ความแตกต่างทางความคิดระหว่างหนุ่มสาวและผู้สูงอายุ จะมีคำที่ว่า “เด็กสมัยนี้มีความรู้ แต่ไม่มีมารยาท” กรณีในทวิตเตอร์ที่นิยามคำว่า เอดดูเคทสี่โมงเย็น ที่มาจากคำว่า Educate ที่แปลว่าให้ความรู้ ให้ข้อมูล และสี่โมงเย็นคือเวลาเลิกเรียน ได้กลายเป็นคำที่หลายคนใช้แทนคนที่เพิ่งเรียนรู้ มาเอดดูเคทคนอื่นซึ่งอาจจะไม่ได้รู้เรื่องหรือมีข้อมูลที่ถูกต้องจริง เป็นต้น
การรับมือสิ่งที่แบรนด์สามารถทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงดราม่าเหล่านี้ คือ
1. Principles มีหลักการที่ถูกต้อง คือทำเพื่ออะไร สื่อสารกับใคร สื่อสารในประเด็นไหน
2. Humbleness ความอ่อนน้อมถ่อมตน รับรู้อยู่เสมอว่าสิ่งที่ทำอาจจะไม่ถูกต้อง
3. Open Mindedness เปิดใจรับฟังผู้บริโภค และไม่เอาตนเองเป็นที่ตั้ง

2. The norm is shifting ผู้บริโภคในยุคนี้มองหามาตรฐานการให้บริการที่สูงขึ้นจากแบรนด์ รวมถึงต้องการให้แบรนด์แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องต่างๆ เช่น ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น ตัวอย่าง ในช่วง Pride Month ที่ผ่านมาเห็นได้ว่าหลายแบรนด์ได้เปลี่ยนโลโก้เป็นสีรุ้ง หรือจัดแคมเปญเดินขบวน ซึ่งผู้บริโภคได้ให้ความสนใจกับแบรนด์ที่ส่งเสริมเรื่อง LGBTQ+ อย่างยั่งยืน สร้างการตระหนักรู้ ว่าสุดท้ายแล้ว ความเท่าเทียมและไพรด์มันคืออะไร
ดังนั้น คำแนะนำสำหรับแบรนด์ที่จะมัดใจผู้บริโภคได้ คือ จริงใจ, สม่ำเสมอ, และไม่ทำตามกระแส
3. Short, Fast, and Repeat แพลตฟอร์ม TikTok ทำให้กระแสวิดีโอขนาดสั้นกลับมาบูมอีกครั้ง ซึ่งตัวแแพลตฟอร์มเองก็เป็นแหล่งกำเนิดเทรนด์ กระแสเต้น กระแสเพลง รวมถึง อาหารการกินและการรีวิว ถือว่าเทรนด์เหล่านี้คล้ายกับดราม่าก็ได้เพราะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ช่วงเวลาที่คนให้ความสนใจนั้นลดลง แต่ก่อนไวรัลอยู่ในความสนใจได้เกือบหนึ่งสัปดาห์ แต่ในปัจจุบันเพียงแค่สองวันไวรัลเหล่านั้นก็หายไปแล้ว

“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่เกิดขึ้นเลย คาแรคเตอร์ของคนบนโลกโซเชียลก็ยังคงคล้ายคลึงกับปีก่อน ทำให้เรายังไม่เห็นอะไรใหม่ ผมขอเรียกยุคนี้ว่าเป็นยุค Fast & Furious Consumer เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นไว และจบไวมาก แบรนด์จึงควรตั้งสติ และถามตัวเองอยู่เสมอว่าเทรนด์นี้เราควรเข้าไปข้องเกี่ยวด้วยหรือไม่ หรือเทรนด์นี้ส่งผลเสียหรือดีต่อภาพลักษณ์แบรนด์มากกว่ากัน เพราะการทำอะไรตามกระแสก็ไม่ได้การันตีว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป” คุณต่อกล่าวทิ้งท้าย