ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับสินค้าและแบรนด์จากประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากผู้บริโภคคน ไทยนิยมบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่น อีกทั้งประเทศไทยยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยว จากทั่วโลก จึงเป็นเหตุผลให้ “มูจิ” (MUJI) ไลฟ์สไตล์แบรนด์จากประเทศญี่ปุ่น เดินหน้าเปิดสาขาใหม่ ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ (The EmQuartier) ซึ่งเป็นสาขาที่ 26 ในประเทศไทย พร้อมสร้างมาตรฐานขนาดร้านค้าใหม่ด้วยพื้นที่ ขนาดใหญ่กว่า 1,500 ตร.ม. ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งชั้น 2 ของตึก B เอ็มควอเทียร์ ด้วยจำนวนสินค้ามากกว่า 3,000 รายการ
อกิฮิโร่ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ดิ เอ็มควอเทียร์ เป็น ศูนย์การค้าบนถนนสุขุมวิทที่ได้รับความนิยม และเป็นที่รู้จักของคนไทยและชาวต่างชาติ ที่อาศัยและทำงานในประเทศ ไทย รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวในย่านสุขุมวิทซึ่งเป็นย่านธุรกิจ ย่านที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน สถานที่ราชการ และสำนัก งานขององค์กรระดับนานาชาติ จึงถือเป็นพื้นที่ที่มีความท้าทายด้วยความต้องการและพฤติกรรมการบริโภคที่หลากหลาย และแตกต่างของผู้บริโภค
“MUJI The EmQuartier จึงถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง คนวัยทำงาน ครอบครัว นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติที่พักอาศัยในประเทศไทย เพื่อเป็นแหล่งช้อปปิ้ง ที่แฮงก์เอาท์ของคนรุ่นใหม่ที่มองหาไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง มีเอกลักษณ์ ให้ปลีกตัวจากชีวิตเร่งรีบใจกลางกรุงเทพฯ มาสู่บรรยากาศที่มินิมอล อบอุ่น สะดวกสบาย ตามแบบฉบับ MUJI สามารถซื้อสินค้าและใช้บริการ รวมทั้งพักผ่อนดื่มกาแฟ รับประทานอาหาร ได้ตามความต้องการอย่างลงตัว”

การเปิดตัวครั้งนี้ แม้จะยังไม่ใช่สาขาที่เป็น Flagship Store แต่ “มูจิ รีเทล (ประเทศไทย)” ก็ได้สร้างความ โดดเด่นให้กับ MUJI The EmQuartier ด้วยจุดเด่นถึง 7 เรื่อง ด้วยกัน คือ
1) Big Size - MUJI The EmQuartier มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 3 ของสาขา MUJI ในประเทศไทย ด้วยขนาด พื้นที่ราว 1,500 ตร.ม. ซึ่งสาขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยปัจจุบันคือสาขาสามย่าน มิตรทาวน์ มีพื้นที่ 2,000 ตร.ม. รองลง มา คือสาขาเซ็นทรัล ชิดลมมีขนาด 1,800 ตร.ม. สำหรับ MUJI The EmQuartier นับเป็นสาขาที่ 26 ของ MUJI ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเปิดสาขาขนาดใหญ่ (Big Size) เพื่อรองรับดีมานด์ของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าและบริการสไตล์ญี่ปุ่น โดยสาขาที่เป็น Big Size ในประเทศไทย จะมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับ Standard Size ในประเทศญี่ปุ่น
โดยในปีงบประมาณ 2565 (มี.ค.65 - ส.ค.66) MUJI มีแผนขยายสาขา Big Size เพิ่มอีก 5 สาขา และในปีงบประมาณถัดไปขยายเพิ่มอีกจำนวน 8 – 10 สาขา โดยเน้นการขยายสาขาในตลาด Up Country เพราะมองว่ามีแนวโน้มการเติบโตที่ดี นอกจากนี้ ยังมีแผนจะปรับโฉมสาขาเดิมอีก 2 สาขา เพื่อให้มีพื้นที่ใหญ่ขึ้น ถือเป็นการต่อยอดการสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้บริโภคคนไทย
2) Minimal Concept – MUJI The EmQuartier ยังคงรักษาคอนเซ็ปต์ความเป็น Minimal ไว้อย่างเหนียวแน่น โดยการออกแบบร้าน MUJI The EmQuartier ครั้งนี้ยังได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด “ความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ” ตกแต่งบรรยากาศภาย ในร้านให้รู้สึกอบอุ่น สบายตา ด้วยโทนสี และการจัดวางสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์สไตล์ MUJI ด้วยสินค้าที่มีมากกว่า 3,000 รายการ อาทิ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายชายและหญิง ของใช้ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
3) Localization – MUJI ผสานแนวคิดการตกแต่งร้านสไตล์ Minimal ที่เข้ากับความเป็นท้องถิ่นตามแนวคิด Localization โดยใช้ไม้เก่าที่คัดสรรจากพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศไทยมาเป็นวัสดุในการตกแต่งร้าน นอกเหนือจากการ ออกแบบสินค้าเฉพาะภูมิภาคและท้องที่ เช่น เสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่ที่มีการปรับดีไซน์ให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศ รวมถึง ให้ดูเป็นทางการมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมคนไทยที่นิยมการสวมใส่เสื้อผ้าที่ใส่ได้หลายโอกาส เช่น เสื้อผ้าที่ใส่ทำงาน และออกไปแฮงก์เอาท์ได้ โดย MUJI ยังได้เลือกใช้นางแบบนายแบบคนไทยในการทำ Lookbook สำหรับคอลเลคชั่นล่าสุด และยังมีการผลิตสินค้าโดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น รวมถึงสินค้าทำความสะอาดบ้านที่ผลิตขึ้นเฉพาะประเทศไทยและในภูมิภาคเท่านั้น

4) MUJI Signature - MUJI The EmQuartier สร้างจุดขายใหม่ด้วยโซนซิกเนเจอร์อย่าง MUJI Coffee Corner มุมกาแฟ ที่ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ พร้อมกับตกแต่งฝาผนังด้วยสินค้า MUJI ดีไซน์แปลกใหม่ แต่ยังคง ความเป็น MUJI มี Light Meal & Bakery อาหารรองท้องและเบเกอรี่ พร้อมเปิดตัวเมนูพิเศษจากหลากหลายผลิตภัณฑ์อาหารเพิ่มรสชาติความแปลกใหม่ และของหวานเมนูพิเศษที่จะวางจำหน่ายเฉพาะสาขา ซึ่ง MUJI Signature ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่งเปิดให้บริการเป็นสาขาที่ 2 ต่อจากสาขาแรกที่เซ็นทรัล ชิดลม
5) MUJI Green – MUJI The EmQuartier ยังเพิ่มความน่าสนใจด้วยการออกแบบโซน Normal Shop ที่เป็นรีฟิลสเตชั่น เพื่อบริการลูกค้าที่ต้องการเติมรีฟิลน้ำยาต่างๆ ที่ใช้ในบ้านถึง 14 ไอเทม เช่น ครีมอาบน้ำ แชมพูสระผม น้ำยาซักผ้า น้ำยาทำความ สะอาด โดยผลิตภัณฑ์น้ำยาเหล่านี้ล้วนเป็นสินค้าออร์แกนิกส์ที่ผลิตโดยวิสาหกิจชุมชนในไทย ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่แนวคิด Localization อีกด้วย พร้อมสร้างกระแสการรับรู้ภายใต้แนวคิด Zero Waste เพื่อเติมเต็มวิถีชีวิตแบบ Green Living และสะท้อนการเป็นแบรนด์ที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ MUJI
6) Special Service – MUJI The EmQuartier ยังตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มคนเมือง ด้วยโซนเครื่องใช้ในบ้านและ เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน พร้อมมุม Interior Consultation Service เพื่อให้คำปรึกษาสำหรับลูกค้า MUJI รวมถึงโซน MUJI Yourself ออกแบบลวดลายบนสินค้ากระดาษ และโซน Embroidery ที่มีบริการปักผ้าบนสินค้าของ MUJI อีกด้วย
7) Mass Marketing - MUJI The EmQuartier มีการใช้กลยุทธ์ปรับราคาสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น ควบคู่ไปกับการทำกลยุทธ์การสื่อสารแบบ Mass Marketing เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ด้วยการเลือกใช้ KOL และ Influencer ที่มีชื่อเสียง รวมถึง Micro Influencer และ YouTuber ในกลุ่มที่รักในแบรนด์ MUJI เพื่อสร้างการรับรู้ให้ขยายในวงกว้าง อีกทั้งยังมีการขยายช่องทางการขายไปสู่ Online Platform ทำให้ MUJI เป็นที่รู้จักมากขึ้นในฐานะแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ ที่ครบถ้วนทั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเขียน และ Coffee Corner อาหารเครื่องดื่ม สะท้อนภาพลักษณ์ “MUJI ไม่ใช่แค่แบรนด์สินค้า แต่คือชีวิตประจำวันของทุกคน”
ปัจจุบัน MUJI มียอดขายเติบโตมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการขยายฐานลูกค้าที่กว้างมากยิ่งขึ้น ด้วยจุดเด่นของสินค้าที่มีเอกลักษณ์จึงสามารถตอบโจทย์คนทุกเพศทุกวัย โดยลูกค้าของ MUJI มากกว่า 60% เป็นกลุ่มผู้หญิง เรียงลำดับกลุ่มอายุตาม คือ 1. อายุ 25-34 ปี 2. อายุ 35-44 ปี และ 3. อายุ 45-54 ปี โดย MUJI มีแผนขยายกลุ่มลูกค้าไปสู่คนรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มนักศึกษาอายุระหว่าง 18-24 ปี ไปจนถึง First Jobber และวัยทำงานอายุระหว่าง 25-34 ปี ตลอดจนกลุ่มวัยกลางคน นอกจากนี้ MUJI กำลังทำการตลาดเพื่อเจาะกลุ่มผู้ชายให้มากขึ้นอีกด้วย
