ทันกันรึเปล่า? กับภาพปกล่าสุดของโชเน็นมังงะชื่อดังอย่าง “Boku no Hero Academia” หรือมายฮีโร่อคาเดเมีย โดยโฮริโคชิ โคเฮย์ ซึ่งครั้งนี้ ได้เปิดตัวน้องโทรุ (Toru) ตัวละครเด็กสาวล่องหนขึ้นปกในสภาพวาบหวิว จนเกิดกระแสวิจารณ์กันว่าการใช้ตัวละครที่ยังเป็นเพียงนักเรียนมัธยมปลายมานำเสนอในรูปแบบนี้ เป็นเรื่องที่สมควรแล้วหรือ? บ้างก็ว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการ์ตูนญี่ปุ่น เขาทำกันมาตั้งนานแล้วเหอะ

จากประเด็นร้อนดังกล่าว วันนี้ Brand Story จึงหยิบสำนักพิมพ์ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์มายฮีโร่ฯ “สำนักพิมพ์ชูเอย์ฉะ” (Shueisha) ที่ไม่ได้ถือลิขสิทธิ์เพียงมายฮีโร่ฯ เรื่องเดียวเท่านั้น แต่รวมถึงบรรดาการ์ตูนญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Haikyu!! คู่ตบฟ้าประทาน, One Piece ฉันจะเป็นราชาโจรสลัดให้ได้!, Jujutsu Kaisen มหาเวทผนึกมาร หรือจะเป็น บาสไม่ใช่กีฬาที่เล่นคนเดียวนะครับ! กับ Kuroko no Basket แม้กระทั่งความหล่อเท่ของคุณลอยด์ จาก SPY X Family ก็ถูกอัดแน่นอยู่ในสำนักพิมพ์นี้เช่นเดียวกัน
กว่าจะมาเป็นชูเอย์ฉะอย่างปัจจุบัน สำนักพิมพ์แห่งนี้ได้ผ่านเรื่องราวมากมายนับไม่ถ้วน
แล้วชูเอย์ฉะเจออะไรมาบ้าง? เดี๋ยว Brand Story จะเล่าให้ฟัง
ต้องเล่าก่อนว่า การ์ตูนญี่ปุ่นหรือหลายคนเรียกว่า “มังงะ” เกิดจากตัวคันจิ 2 ตัว คือคำว่า มัง (漫) แปลว่าความบันเทิง, ไร้ขีดจำกัด และคำว่า งะ (画) แปลว่ารูปวาด กลายเป็นการวาดภาพเรื่องราวแบบเร็ว ๆ ของนักวาด แบ่งออกเป็นช่องแบบไม่ตายตัว ซึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ต้องปรากฏในมังงะ คือ “กล่องข้อความ” เพื่อใส่บทสนทนาระหว่างตัวละคร
เพราะฉะนั้น ภาพเคลื่อนไหวอย่างอนิเมะจะมาเป็นมังงะเหมือนกัน ไม่! ได้!
มังงะ และการเมือง
ก่อนที่จะเป็นมังงะ ในช่วงศตวรรษที่ 17 มังงะได้รับการพัฒนามาจากภาพวาดบนแผ่นไม้ที่เรียกว่า “อุคิโยเอะ” (Ukiyo-e) ที่นักวาดใช้วาดเรื่องราวประวัติศาสตร์ บทละคร และสภาพแวดล้อมทางสังคมในยุคเอโดะ แน่นอนว่าลายเส้นช่วงนั้นยังคงความเป็นยุคเอโดะอยู่
กระทั่งญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ให้กับฝั่งพันธมิตรและสหรัฐฯ ญี่ปุ่นจึงถูกชาติตะวันตกรุกล้ำเข้ามาและได้รับอิทธิพลด้านศิลปะมากมาย ญี่ปุ่นได้หยิบมังงะมาปรับให้มีความทันสมัยเพื่อให้ทัดเทียมกับชาติตะวันตกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลายเส้นคมชัดขึ้น องค์ประกอบของภาพ รวมถึงการลงแสงและเงา จนความเป็น “มังงะ” เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง และมีเอกลักษณ์ มีกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นชัดเจนอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้
มากไปกว่านั้น รัฐบาลญี่ปุ่นยังถูกสหรัฐฯ บังคับให้เปิดเสรีภาพแก่สื่อมวลชน สื่อสิ่งพิมพ์ที่รวมถึง “มังงะ” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงในการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งตรงกับช่วงที่สำนักพิมพ์ต่าง ๆ เติบโตขึ้นมา รวมถึง “สำนักพิมพ์ชูเอย์ฉะ” ที่เรากำลังจะกล่าวถึงด้วย
TMI: มีการสันนิษฐาว่า สาเหตุที่ภาพวาดตัวการ์ตูนญี่ปุ่นมีดวงตาที่กลมโต หรือที่เราเรียกกันว่า “การ์ตูนตาหวาน” เป็นเพราะอ้างอิงมาจากรูปลักษณ์ของชาวตะวันตกที่ตาโตกว่าชาวเอเชีย และได้รับอิทธิพลการ์ตูนตะวันตกอย่างวอลต์ ดิสนีย์
จากแผนกนิยาย สู่สำนักพิมพ์นิตยสารรายสัปดาห์
สำหรับเรื่องราวของสำนักพิมพ์ชูเอย์ฉะ เริ่มต้นจากการเป็นแผนกนิยายของสำนักพิมพ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง “โชงากูกัง” (Shogakukan) ซึ่งแผนกชูเอย์ฉะได้ตีพิมพ์นิยายมากมายตั้งแต่ปี 1925 และออกมาจากโชงากูกัง ตั้งเป็นสำนักพิมพ์ชูเอย์ฉะอย่างเต็มตัวในปี 1926 ในระหว่างนั้นก็ยังคงผลิตนิยายออกมาให้คนญี่ปุ่นได้อ่านอย่างต่อเนื่อง
จนปี 1949 หรือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชูเอย์ฉะได้ตีพิมพ์นิตยสารฉบับแรก “โอโมชิโระ” เป็นนิตยสารที่เต็มไปด้วยเนื้อหาที่เบาสมองและมอบความบันเทิง เยียวยาหัวใจวัยช่างฝันในประเทศที่เพิ่งแพ้สงครามได้เป็นอย่างดี โอโมชิโระจึงได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มหนุ่มสาว ซึ่งหนึ่งในเนื้อหาเบาสมองที่ว่านั่นก็คือ “มังงะ”
แน่นอนว่าชูเอย์ฉะไม่ได้หยุดอยู่ที่นิตยสารสำหรับวัยรุ่นทั่วไป แต่ได้ต่อยอดออกมาเป็นนิตยสาร “โชโจบุ้ค” ซึ่งคำว่าโชโจ (少女) แปลว่า “เด็กสาว” เพื่อตีตลาดกลุ่มเด็กสาววัยสะพรั่ง และยังออกเวอร์ชั่นเด็กหนุ่ม “โชเน็นบุ้ค” มาเอาใจเด็กผู้ชายวัยห้าวอีกด้วย และทำการคัดเลือกมังงะจากนักวาดฝีมือดีมาอยู่ในเครือ เพื่อลงผลงานในนิตยสารดังกล่าว โดยไม่ได้มีการบังคับว่าผู้หญิงต้องอ่านโชโจ ผู้ชายต้องอ่านโชเน็น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการ Stereotype หรือกำหนดค่านิยมทางเพศแบบเนียน ๆ ซึ่งนี่ก็ถือเป็นการสะท้อนค่านิยมแบ่งแยกเพศในญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน
มากไปกว่านั้น การคัดสรรค์มังงะแต่ละเรื่องของชูเอย์ฉะ ไม่เพียงเลือกแค่เนื้อหาที่สนุก หรือปลอบประโลมจิตใจเท่านั้น แต่ยังเป็นการ “ส่งต่อชุดความคิด” ผ่านตัวละครในเรื่อง และบอกเล่าประวัติศาสตร์ชาติญี่ปุ่นไปในตัว โดยเฉพาะ Astro Boy เจ้าหนูอะตอม ที่ได้รับบทบาททูตสันติภาพระหว่างญี่ปุ่นกับต่างดาว (ซึ่งต่างดาวที่ว่าก็คืออังกฤษและสหรัฐฯ) ไม่ให้เกิดความขัดแย้งกัน แสดงจุดยืนการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น จากเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ และยังเป็นการปรับภาพลักษณ์ให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นที่รักอีกครั้ง

จากความนิยมอันล้นหลามของนิตยสารที่ได้วางขายไป โดยเฉพาะโชเน็นบุ้ค ที่เพิ่มกำไรให้กับบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ชูเอย์ฉะเห็นแววการเติบโตของมังงะสำหรับเด็กผู้ชาย จึงถือโอกาสได้งอกนิตยสารโชเน็นมังงะดาวเด่นที่ใคร ๆ ก็รู้จักอย่าง “โชเน็น จัมป์” และถูกเปลี่ยนเป็น “วีคลี โชเน็น จัมป์” (Weekly Shonen Jump) เนื่องจากเป็นนิตยสารรายสัปดาห์ที่อัปเดตมังงะหลายเรื่อง ส่วนโชเน็นบุ้คก็ถูกรวบเป็นนิตยสารอัปเดตข่าวสารวงการมังงะแบบรายเดือนไปเสียอย่างนั้น
ถึงแม้ชูเอย์ฉะจะโดดเด่นในแวดวงผู้ผลิตนิตยสารมังงะ แต่ก็ไม่ได้เก็บความเป็นผู้ผลิตนวนิยายเก่าแก่ไว้ในลิ้นชัก ยังคงตีพิมพ์นิยายหลายชุด ผลิตนิตยสารนวนิยายไม่ซ้ำชื่อ รวมถึงจัดพิมพ์ “มังงะแบบรวมเล่ม” สำหรับผู้ที่อยากอ่านยาว ๆ แบบจุใจ จนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์มังงะหลายเรื่อง ก้าวขึ้นเป็นสำนักพิมพ์นิตยสารและหนังสือการ์ตูนรายใหญ่ของญี่ปุ่น
จากการแรงกระเพื่อมของชูเอย์ฉะ รวมถึงสำนักพิมพ์อื่น ๆ ส่งผลให้อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ของประเทศญี่ปุ่นเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้รัฐบาลญี่ปุ่นพัฒนาร้านหนังสือ เพิ่ม “มังงะ” เข้าไปอยู่ในชั้นวางตามร้านหนังสือทั่วประเทศ และอุตสาหกรรมนี้ยังช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย
กำแพงมีหู ชูเอย์ฉะมีช่องทำกำไร
ตัดมาที่มังงะยุคปลายศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบันของชูเอย์ฉะบ้าง
อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนแรกว่า ชูเอย์ฉะมีโชเน็นมังงะในเครือมากมาย มิหนำซ้ำยังมีเรื่องที่ครองใจนักอ่านตั้งแต่รุ่นเก่าจนถึงรุ่นใหม่ สร้างการสั่นสะเทือนในอุตสาหกรรมการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่เสมอ ด้วยการเปลี่ยนการคัดเลือกเนื้อหา จากเดิมที่เคยเลือกมังงะที่มันส์ ๆ รุนแรง เนื้อเรื่องมีความเซอร์เรียลไปหน่อย มาสู่เรื่องราวในชีวิตประจำวัน สะท้อนความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะมังงะแนวกีฬาในโรงเรียน (เช่น Haikyu!!, Kuroko no Basket) ที่นำเสนอวิถีชีวิตและมิตรภาพของเด็กผู้ชาย ซึ่งก็เป็นแนวโชเน็นอีกนั่นแหละ
จากยอดขายมังงะตลอดกาลจากทุกสำนักพิมพ์ พบว่า 3 ใน 5 อันดับแรกที่ทำยอดขายได้มากที่สุดในโลก เป็นมังงะที่ชูเอย์ฉะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ได้แก่ อันดับ 1 One Piece จำนวน 500 ล้านฉบับ, อันดับ 3 Dragon Ball 260 ล้านฉบับ และอันดับ 5 Naruto 250 ล้านฉบับ
ส่วนมังงะใหม่ ๆ ก็ยังคงเป็นชูเอย์ฉะที่ยืนหนึ่งในการเลือกมังงะที่ถูกจริตคน นำมาสู่การทำยอดขายที่ดีได้ ล่าสุด Spy X Family ทำยอดขายมากถึง 4.9 ล้านฉบับภายในปีเดียว ทั้งที่มีเพียงแค่ 9 เล่มเท่านั้น และยังกางอาณาเขตทั่วโลกด้วย Jujutsu Kaisen พร้อมยอดขายมากกว่า 9.4 ล้านในปีนี้
ยิ่งเป็นการสะท้อนว่า ชูเอย์ฉะตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกดันโชเน็นมังงะมากกว่าโชโจมังงะ
เก่าแล้วไง เดินเกมไวก็แล้วกัน
ความทุ่มเทของสำนักพิมพ์ชูเอย์ฉะที่มอบให้กับวงการมังงะ ไม่ได้หยุดที่นิตยสาร Weekly Shonen Jump เท่านั้น แต่ยังขยายจากสื่อสิ่งพิมพ์ไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เปิดตัว “Manga Plus” ที่เปิดโอกาสให้เหล่าคนรักการอ่านมังงะทั่วโลก ได้แวะอ่านมังงะฟรีทุกภาษาอย่างถูกลิขสิทธิ์ จนหลายคนต้องมีแอปพลิเคชันนี้หรือเว็บไซต์ดังกล่าวไว้ติดเครื่อง (รวมถึงผู้เขียนด้วย)
ที่น่าทึ่งไปกว่านั้น เมื่อล่าสุดนี้ วันที่ 31 มีนาคม 2022 ชูเอย์ฉะได้ประกาศแตกหน่อบริษัทย่อยในเครือ “Shueisha Games” โดยให้การสนับสนุนนักพัฒนาเกมส์และแอปพลิเคชันอย่างเต็มกำลัง แน่นอนว่าเหล่าตัวละครในเกมของชูเอย์ฉะ ก็ต้องเป็นตัวละครจากมังงะในโชเน็น จัมป์อยู่แล้ว
จากทั้งหมดทั้งมวลจึงสามารถกล่าวได้ว่า “ชูเอย์ฉะ” สำนักพิมพ์เก่าแก่แห่งนี้ ไม่ได้เติบโตแค่ตัวเลขอายุของบริษัท แต่ยังเติบโตในแง่ของการวางกลยุทธ์ มองหาโอกาสในการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการรักษามังงะที่ถือเป็นวัฒนธรรมสำคัญให้อยู่คู่ประเทศญี่ปุ่นไปในตัว และนับเป็นการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับคนทั่วโลกอีกด้วย