หากมองตามแผนธุรกิจหลังการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของ CJ Express Group เจ้าของแบรนด์ร้านค้าปลีก ซีเจ เอ็กซ์เพรส และซีเจ มอร์ แล้ว จะพบว่าน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะในแง่มุมของการลงทุนในการขยายสาขาของซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต ในรูปแบบสแตนอะโลน และการขยายสาขาของ ซีเจ มอร์ ที่เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ใกล้บ้าน
ตามแผนที่วางไว้ จะมีการขยายสาขาของซีเจ มอร์ ให้ครบ 100 สาขา ในปี 2565 นี้ และจะพยายามขยายเพิ่ม 100 สาขา/ปี จนครบ 500 สาขาในปี 2569
ความน่าสนใจ น่าจะอยู่ที่ตัวซีเจ มอร์ ที่มีจุดลงตัวในเรื่องของการเป็นคอมมูนิตี้ มอลล์ ขนาดเล็กที่เน้นเปิดเข้าไปในชุมชนต่างๆ โดยนอกจากตัวซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว ยังมีร้านค้าปลีกอื่นๆ ในเครือ อาทิ นายน์ บิวตี้ (Nine Beauty) ร้านขายเครื่องสำอาง และความงามมัลติแบรนด์ (Multi-brand) บาว คาเฟ่ (Bao Café) ร้านกาแฟสดใกล้บ้าน ร้านอูโนะ (UNO) ร้านสินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าแฟชั่น เครื่องเขียน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ร้านเอ-โฮม (A-Home) โซนสำหรับคนรัก บ้านกับคอนเซ็ปต์ “เรื่องบ้าน เรื่องง่าย” ร้านเพ็ทฮับ (PET HUB) ร้านขายอาหารและอุปกรณ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงครบวงจร และบาว วอช (Bao Wash) มุมบริการซัก-อบผ้าด้วยเครื่องอัตโนมัติ เข้ามาเป็นแม่เหล็กร่วมกับร้านอาหารพันธมิตรในศูนย์
ด้วยความที่เป็นคอมมูนิตี้ มอลล์ ที่มีความครบวงจรมากกว่าสาขาในรูปแบบสแตนอะโลน ทำให้ยอดขายของซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ในซีเจ มอร์ มีมากกว่าสาขาสแตนอะโลนถึง 30 – 50% นั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้เล่นรายนี้ ให้ความสำคัญและเร่งขยายสาขาของซีเจ มอร์ ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ส่วนซีเจ ซูเปอร์ มาร์เก็ตนั้น จะมีการเปิดสาขาเพิ่มขึ้น 250 สาขา ในปีนี้เพื่อให้ครบ 1,000 สาขาและขยายเพิ่มอีก 250 สาขาในปี 2566 ซึ่งหากดูตัวเลขการขยายสาขาแล้ว น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เพราะเป็นอีกความพยายามในการสร้างเน็ตเวอร์คของตัวเองให้มีความแข็งแกร่งจากจำนวนสาขาที่ครอบคลุมมากขึ้น

โดยเฉพาะกับการขยายสาขาเข้าไปในพื้นที่ที่ยังมีโอกาสในการเติบโตค่อนข้างสูงอย่างเขตอำเภอรอบนอกของจังหวัดต่างๆ ที่นอกจากจะยังไม่แข่งเข้าไปมากนักแล้ว ยังเป็นการผลักดันตัวเองให้เข้าไปหาลูกค้าถึงในชุมชน ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มความสะดวกที่จะมีผลต่อการเพิ่มความถี่ในการมาช้อปที่สาขา
สิ่งที่น่าจับตามองก็คือ การก้าวขึ้นมาเป็นเครือข่ายค้าปลีกที่ทรงพลังของ CJ Express Group ที่จะผสานทั้งร้านค้าปลีกโมเดิร์นเทรดขนาดเล็ก และร้านค้าดั้งเดิมที่มีร้าน “ถูกดี มีมาตรฐาน” เข้าด้วยกัน โดยจะมีสาขาร้านถูกดีปลายปีคาดว่าจะมี 8,000-10,000 สาขา และเพิ่มเป็น 20,000 และ 30,000 ร้านในปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ
ผู้บริหารของ CJ Express Group คือ คุณเสถียร เสถียรธรรมะ เคยออกมาให้ข่าวว่า การรองรับการเติบโตของสาขาที่จะมีเพิ่มขึ้นนั้น จะมีการลงทุนในส่วนของคลังสินค้าใหม่ 8 แห่ง รวมพื้นที่ 3 แสนตร.ม. ในจุดยุทธ์ศาสตร์ต่างๆ อาทิ ขอนแก่น ลำพูน บุรีรัมย์ นครศรีธรรมราช เป็นต้น ลงทุนแห่งละ 3 พันล้านบาท แต่ละแห่งจะรองรับร้านค้า 5,000 ร้านค้า คาดว่าปี 2566 จะแล้วเสร็จประมาณ 6 แห่ง

การขยับตัวที่เป็นการผสานเครือข่ายค้าปลีกทั้ง 2 เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในการทำตลาดนั้น ขณะนี้ เริ่มมีการให้ร้านถูกดี ก้าวข้ามจากแค่การเป็นจุดจำหน่ายสินค้า (Point of sale) ด้วยการเพิ่มการเป็นจุดให้บริการ (Point of service) อาทิ “ถูกดีสั่งได้” ซึ่งเป็นการพรีออร์เดอร์สินค้าจากพอร์ตสินค้าของซีเจมอร์ ช่วยเพิ่มไลน์อัพสินค้าของร้านโชห่วยที่ปกติจะมีเพียง 200-300 รายการ เป็นมากกว่าหมื่นรายการ และจะขยายไปสู่การเป็นศูนย์กลางของชุมชน หรือ Point of Everything ตามเป้าหมายสูงสุดที่วางไว้
สิ่งที่น่าจับตามองก็คือ การมีเครือข่ายร้านค้าปลีกนี้ จะเข้ามาช่วยให้การทำตลาดในฐานะซัพพลายเออร์ ซึ่งถือเป็นหมวกอีกใบที่สวมได้อีกด้วย โดยนอกจากธุรกิจเครื่องดื่มของคาราบาวแดงแล้ว ยังมีอีกบริษัทในเครือคือ บริษัท สหมิตร จำกัด ที่ทำธุรกิจผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีสินค้าแบบโอนแบรนด์ (own brand) กว่า 300 รายการ อาทิ น้ำยาล้านจาน น้ำยาปรับผ้านุ่ม ขนม ฯลฯ ซึ่งจะทำให้มีช่องทางขายที่ครอบคลุมสินค้าที่ทำอยู่
เป็นอีกภาพสะท้อนที่ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่แค่การเป็นซัพพลายเออร์ แต่ต้องมีเครือข่ายร้านค้าปลีกที่ทรงพลัง เพราะนอกจากการมีช่องทางขายแล้ว ยังมีเรื่องของดาต้า ที่พร้อมจะนำมาต่อยอดในการทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี....