ประเมินสถานการณ์ภาพรวมของอุตสาหกรรมไอทีไทยในช่วงปลายปี 2565 ต่อเนื่องปี 2566 คาดว่า ปัญหาการ ขาดแคลนชิปเซตจะเริ่มคลี่คลายในระดับหนึ่ง โดยนักการตลาดมองว่า ในช่วง Post Covid ประมาณ 2 ปี หลังจากนี้ สถานการณ์โลกจะใช้ไอทีสูงขึ้นอีกประมาณ 25% ซึ่งดีมานด์ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนนี้เป็นผลจากการทำ Digital Transfor mation ที่ส่งผลให้ธุรกิจไอทียังอยู่ในกระแสของความจำเป็นต้องใช้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่แนวโน้มการเติบโตจะยัง เป็นกลุ่มคอมเมอร์เชียล หรือเอ็นเตอร์ไพรส์เป็นหลัก เนื่องจากกำลังซื้อในตลาดคอนซูเมอร์ยังไม่กลับมา
สมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย ถึงผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของวีเอสที อีซีเอส ว่า เติบโตขึ้นประมาณ 12% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมา ซึ่งเติบโตใกล้เคียงกันคือประมาณ 10% เป็นผลจากการขาดตลาดอย่างรุนแรงของ Shortage ฝั่งเอ็นเตอร์ไพรส์ในกลุ่ม สินค้าประเภทเน็ตเวิร์คอย่างซิสโก้ และอารูบ้า รวมถึงสินค้าไฮเอนด์เน็ตเวิร์ค เช่น F5, Arista, Cisco และ Aruba จากเดิม ที่คาดการณ์ว่าจะสามารถเติบโตได้ถึง 16-18% หากสินค้าไม่ขาดตลาด
“ปัจจัยที่ยังคงส่งผลต่อการเติบโตของตลาดไอที คือความต้องการใช้ไอทีที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาค ธุรกิจรายเล็ก กลาง ใหญ่ ธนาคาร ภาครัฐ ทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น ที่ยังคงมีความต้องการระบบเน็ตเวิร์คคุณภาพสูง ขึ้น ระบบสตอเรจคุณภาพดี ระบบซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น และยังมีเทรนด์ของการทำงานโดยไม่ใช้กระดาษ การทำ E-Signature ระบบซิเคียวริตี้ที่ป้องกัน Cyber Attack ที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ทั้งหมด”

ปัจจุบัน บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ VST ECS เป็นบริษัทในเครือของวีเอสที อีซีเอสกรุ๊ป ประเทศฮ่องกง ผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีช่องทางการจัดจำหน่ายกว่า 48,000 ราย กระจายอยู่ ในประเทศจีน, ไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, เมียนมา และลาว ปัจจุบัน วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) ดำเนินธุรกิจเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าด้านไอทีผ่านทางธุรกิจ 4 กลุ่มหลัก คือคอนซูเมอร์, คอมเมอร์เชียล, โซลูชั่น และดีไวซ์แอนด์ไลฟ์สไตล์ ภายใต้แบรนด์ชั้นนำระดับโลกกว่า 50 แบรนด์
สำหรับผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรก มีรายได้รวมประมาณ 17,000 ล้านบาท จนถึงสิ้นปีคาดว่าจะมีรายได้ อยู่ที่ 34,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ทำได้ราว 31,000 ล้านบาท และในปีหน้าตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 10-15%
“ปัจจุบัน สัดส่วนรายได้หลักของวีเอสที อีซีเอสมาจากกลุ่มคอนซูเมอร์ประมาณ 45% ลดลงจากปีก่อนที่มีตัวเลข อยู่ที่ 55% และกลุ่มคอมเมอร์เชียลประมาณ 45% แต่ในปีนี้รายได้จากกลุ่มคอมเมอร์เชียลขยับขึ้นมาเป็น 55% เนื่องจาก ยอดขายในฝั่งคอนซูเมอร์ปรับตัวลดลงจากกำลังซื้อที่หดหาย และเป็นผลจากการที่ยอดขายของสินค้ากลุ่มโทรศัพท์มือถือ ลดต่ำลง ขณะที่ตลาดกลุ่มคอมเมอร์เชียลและเอ็นเตอร์ไพรส์ขยับตัวสูงขึ้นจากสินค้าในกลุ่มพีซี โน้ตบุ๊ค และพรินเตอร์ ที่ได้ยอดขายจากการประมูลล็อตใหญ่ ส่วนตลาดมือถือยังไปได้ดีในส่วนของตลาดต่างจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายระดับ Mid-Low ที่ยังพอมีมาร์จิ้นให้ไปต่อได้ เพราะเป็นสินค้าแบรนด์เล็กๆ ที่ไม่ได้เน้นมาร์เก็ตแชร์ แต่เราเน้นการทำตลาดแบบ ช้าๆ แต่มั่นคง โดยเลือกบุกตลาดต่างจังหวัดที่แข็งแรงก่อน เช่น ภาคใต้ ก่อนจะมาที่ภาคอีสานและภาคเหนือ”
สำหรับแผนตลาดในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2565 ทางบริษัทจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดรถจักรยานยนต์ ไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากมีเทรนด์การเติบโตที่ดีมียอดขายที่ขยับตัวสูงขึ้นจากเดือนละ 20 - 30 คัน เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 100 คัน ต่อเดือน เป็นผลมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น และสินค้าก็ตอบโจทย์การใช้งานและความประหยัดได้จริง เพราะสามารถวิ่งได้ประมาณ 100 กม.ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟต่อครั้งเพียง 40-50 บาท (ใช้เวลา ประมาณ 3 ชม.) ปัจจุบันทำตลาดอยู่หลายแบรนด์ อาทิ Kavallo และ Super Soco

“โดยภาพรวมของปีนี้ จะเห็นภาพว่าเราทำตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเรามองว่ารถจักรยาน ยนต์ไฟฟ้าถือเป็นเซ็กเม้นต์ใหม่เพราะเป็นเหมือน Gadget เราตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปีแรกของการทำตลาดจะมีส่วนแบ่ง ตลาดประมาณ 2% จากตลาดรวมรถจักรยานยนต์ที่มีอยู่ราวๆ 1.4 ล้านคัน โดยเน้นการทำตลาดแบบเจาะงานประมูลเป็น โปรเจ็กต์ใหญ่ๆ เช่น บริษัทที่มีบริการดิลิเวอรี่อย่าง ซีพี หรือ 7-Eleven, ไลน์แมน และเคอรี่ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่เริ่มให้ความ สนใจกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ในส่วนของแผนงานเราจึงต้องทุ่มสุดตัวเพื่อให้ตลาดเกิด”
นอกจากนี้ วีเอสที อีซีเอส ยังมีเป้าหมายใหญ่ในการเจาะตลาดภาครัฐ (Government) เพราะเป็นรายได้ก้อน โตเนื่องจากภาครัฐมีการใช้เงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งหน่วยงานระดับประเทศ และหน่วยงานท้องถิ่น เช่น กทม. อบจ. อบต. ที่ยังมีงบประมาณอยู่เป็นจำนวนมาก และมีงานโปรเจ็กต์ต่างๆ อีกมากมาย ในขณะที่ธุรกิจในกลุ่ม SMB หรือธุรกิจ ขนาดเล็กและขนาดกลาง แม้จะเป็นฐานตลาดที่ใหญ่และสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างถาวร แต่ปัจจุบันการเข้าถึง แหล่งเงินทุนทำได้ค่อนข้างลำบาก เพราะขาดการซัพพอร์ตจากภาครัฐ จึงส่งผลต่อการขยายธุรกิจที่ทำได้ค่อนข้างยาก เมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีระบบการเงินที่เข้มแข็งมากกว่า
สมศักดิ์ กล่าวเสริมถึงการวางกลยุทธ์การตลาดในปี 2566 นอกจากการปรับทัพในเรื่องของทีมงาน ยังมีสิ่งที่ต้อง โฟกัสการทำตลาดให้มากยิ่งขึ้นภายใต้แนวคิด Green Environment ซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจใน 3 กลุ่มหลัก คือ
1.รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่มุ่งขยายตลาดให้กว้างมากขึ้น รวมถึงการทำ Training Center ของรถจักรยานยนต์ ไฟฟ้าเพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับร้านค้าทั่วไป
2.โซล่าร์เซลล์ เทรนด์ใหม่ของพลังงานทางเลือก โดยเน้นการเตรียมความพร้อมของบุคลากรเพื่อไปถ่ายทอด ความรู้ และสร้างความเข้าใจให้กับกลุ่มร้านค้าในการทำโซล่าร์เซลล์ได้อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบ
3.HP Copier A3 เป็นการต่อยอดจากการเป็น Exclusive ของสินค้า HP Multi-Function A3 เพื่อทำตลาดเครื่อง ถ่ายเอกสารขนาด A3 ของ HP ทั้งในแง่ของตัวสินค้าและการบริการ ซึ่งทางบริษัทจะตอบโจทย์ได้ดีเพราะมี Financial Model ที่แข็งแรง เป็นการสร้างการเติบโตให้กับองค์กรผ่าน Cash Flow Management ที่มีประสิทธิภาพ
“ในส่วนของภาพรวมธุรกิจ เราจะรุกตลาดในพื้นที่ต่างจังหวัดให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของ บุคลากร ซึ่งแต่เดิมสินค้าในกลุ่มคอมเมอร์เชียลส่วนใหญ่การติดตั้งระบบจะมาจากตลาดกรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันคนท้องถิ่น สามารถติดตั้งเองได้ เนื่องผู้ประกอบการต่างจังหวัดมีความสามารถมากขึ้น จากการเปลี่ยนเจนเนอเรชั่นที่รุ่นลูกเข้ามา สานต่อจึงเกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ เราจึงต้องมีการทรานส์ฟอร์มองค์ความรู้ต่างๆ มาที่ตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น ต้องเร่งสร้าง ทีมขายต่างจังหวัดให้เข้มแข็ง เพราะจะส่งผลต่อการเติบโตของตลาดคอมเมอร์เชียล และเอ็นเตอร์ไพรส์มากขึ้นด้วย”
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทาง วีเอสที อีซีเอส ได้มีการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนระบบการทำงานภายในองค์กรให้ เป็นดิจิทัลมากขึ้น เช่น การทำ E-Document มีการทำระบบฐานข้อมูลใหม่ทั้งหมด รวมถึงการปรับ Infrastructure เพื่อ รองรับการทำงานในแบบ Anywhere Any Place ช่วยให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยพัฒนาในส่วน เน็ตเวิร์ค ทำรีพอร์ตใหม่ วางระบบซีเคียวริตี้ใหม่ ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินลงทุนเพื่อการพัฒนาระบบไปแล้วกว่า 30-50 ล้านบาท