ดัชนีชี้ความน่าอยู่ทั่วโลก (Global Liveability Index) สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์และคุณภาพชีวิตของประชากรแต่ละพื้นที่ใน 172 เมืองทั่วโลกประจำปี 2022
พบว่า จากการผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ ของสถานการณ์ COVID-19 ที่ดีขึ้น ในบางพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ส่งผลให้คะแนนความน่าอยู่ในแต่ละเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
จากแบบสำรวจความน่าอยู่ประจำปีของ Economist Intelligence Unit (EIU) ประเมินผลจากตัวชี้วัด 30 รายการ ใน 5 หมวด โดยแบ่งเป็นประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้ดังนี้
1. ความมั่นคง 25%
2. วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม 25%
3. โครงสร้างพื้นฐาน 20%
4. การดูแลสุขภาพ 20%
5. การศึกษา 10%
สังเกตได้ว่า ข้อจำกัดของโรคระบาดใหญ่ได้เปลี่ยนความน่าอยู่ของใจกลางเมืองหลายแห่งทั่วโลก เนื่องจากสถานที่ทางวัฒนธรรมถูกปิด การรับประทานอาหารในร้านอาหารถูกจำกัด และเศรษฐกิจในท้องถิ่นต้องเผชิญกับผลที่ตามมาหลายอย่าง
ดังนั้นเมื่อเมืองต่างๆ ทั่วโลกกลับสู่สภาวะปกติ ร้านค้า ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ได้กลับมาเปิดให้บริการดังเดิมเช่นเดียวกับสถานศึกษาและสถานพยาบาลที่มีการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ลดน้อยลง ส่งผลให้ผู้คนมีความกังวลเกี่ยวกับทรัพยากรด้านสุขภาพและการบริการลดลงตามมา ตลอดจนข้อกำหนดในการบังคับให้สวมหน้ากากอนามัยก็ไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไป เหลือเพียงการขอความร่วมมือในบางพื้นที่เท่านั้น ทำให้ศูนย์กลางเมืองหลายแห่งได้กลับกลายเป็น “เมืองที่น่าอยู่ที่สุด” อีกครั้ง

จาก 172 เมืองที่อยู่ในการจัดอันดับข้างต้น สังเกตได้ว่าเมืองที่น่าอยู่ที่สุดหลายแห่งคือเมืองในยุโรป โดย 3 ใน 10 อันดับแรกเป็นเมืองที่อยู่ในแคนาดา ได้แก่ แวนคูเวอร์ คาลการี และโตรอนโต
และพบว่าโอซาก้าเป็นตัวแทนจากเอเชียเพียงเมืองเดียวที่ติด 10 อันดับเมืองน่าอยู่ ซึ่งมีผลการประเมินใกล้เคียงกับเมลเบิร์น(อันดับที่ 10 เช่นกัน)
FYI: จากการจัดอันดับดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าในอันดับต้นๆ (Top 10) ไม่มีเมืองในสหรัฐอเมริกาเลย
ผลการจัดอันดับนี้ จะเป็นส่วนประกอบในการเปรียบเทียบแนวโน้มความน่าอยู่และคุณภาพชีวิตของประชากรได้เป็นอย่างดี ตามข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับมาตรฐานการครองชีพในเมืองต่างๆ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญในการตัดสินใจทางธุรกิจและการลงทุนสำหรับองค์กรในอนาคตได้อีกด้วย