หลายคนที่ได้ยินข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจยังสงสัยว่าทำไมประเทศทะเลทรายอย่างซาอุดีอาระเบีย ที่ห่างไกลทั้งจากหิมะและธรรมเนียม การเล่นกีฬาฤดูหนาวถึงได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Asian Winter Games 2029 คำตอบนั้นก็คือซาอุดีอาระเบีย เป็นเพียง ประเทศเดียวที่ลงสมัครเข้าชิงตำแหน่งนี้ ทำให้ซาอุฯ กลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันตก ที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาฤดูหนาว ระดับโลก และองค์มกุฎราชกุมารก็ผลักดันโครงการนี้อย่างเต็มที่ด้วยงบประมาณสูงลิ่ว
Asian Winter Games 2029 จะจัดขึ้นที่ TROJENA ซึ่งปัจจุบันยังเป็นเพียงเทือกเขาแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ แต่ในปี 2026 มันจะกลายเป็นรีสอร์ทเมืองหนาวบนพื้นที่ 60 ตารางกิโลเมตร ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกชื่อดังระดับโลกอย่าง Zaha Hadid Architects จากอังกฤษ UNStudio จากเนเธอร์แลนด์ Aedas จากฮ่องกง และ LAVA จากเบลเยียม โดยตั้งใจจะสร้างให้เป็นรีสอร์ทฤดูหนาว ใจกลางทะเลทรายที่มีดีไซน์แบบโลกอนาคต มีโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน ใช้พลังงานหมุนเวียน และใกล้ชิดธรรมชาติ

ภายใน TROJENA จะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซีลสในฤดูหนาว ส่วนในฤดูอื่นๆ จะมีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณรอบนอก 10 องศาเซลเซียส มีทั้งเวิ้งทะเลสาบ ภูเขาหิมะ พื้นที่สำหรับกิจกรรมต่างๆ และพื้นที่พักอาศัย โดยนอกจากใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขัน Asian Winter Games แล้ว TROJENA จะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งโลกอนาคต ที่ตั้งเป้าจะดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ระดับอัลตร้าลักชูรี่ได้ตลอดทั้งปี ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่ฤดูกาลการท่องเที่ยวได้แก่
- Winter season ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงมีนาคม เน้นบรรยากาศเมืองหนาวอย่างเต็มที่ มีทั้งลานสกี สโนวบอร์ด ไอซ์สเก็ต วินเทอร์แฟชั่นวีค เทศกาลดนตรี และเทศกาลหนัง
- Adventure season ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม มุ่งเน้นกิจกรรมแอดเวนเจอร์ต่างๆ ทั้งปีนเขา ไตรกีฬา ปั่นจักรยานบนภูเขา กิจกรรมทางน้ำ และพาราไกลดิ้ง
- Lake season ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงกันยายน มุ่งเน้นกิจกรรมบริเวณริมฝั่งทะเลสาบ ทั้งเทศกาลดนตรี เทศกาลอาหาร เทศกาลศิลปะ เทศกาลแสงสี และสัปดาห์ศิลปะวัฒนธรรม
- Wellness season ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ชูความเป็นฮับด้านสุขภาพและเวลเนส มีสตูดิโอโยคะ ศูนย์แพทย์ทางเลือก กิจกรรมการดูแลตัวเองแขนงต่างๆ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ศิลปินมาพำนัก

TROJENA เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ NEOM ของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ที่มีงบประมาณสำหรับทั้งโปรเจกต์กว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยก็คือ 18.8 ล้านล้านบาท
โครงการต่างๆ ของ NEOM เรียกได้ว่าทะเยอทะยานสุดๆ อยู่แล้ว เมื่อกลางปีที่ผ่านมาก็เพิ่งเป็นที่ฮือฮาด้วยสิ่งปลูกสร้างที่เหนือความคุ้นชินของยุคปัจจุบัน อย่าง The Line ที่ชาวเน็ตให้สมญานามว่าเป็นอาณาจักรวากานด้าแห่งโลกมนุษย์ โดยตัวอาคารสูงกว่าหอไอเฟลและยาวถึง 170 กิโลเมตร หากเทียบง่ายๆ คือตัวอาคารจะทอดยาวตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปจนถึงเขาใหญ่ ตั้งใจจะให้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้คน 9 ล้านชีวิตภายในปี 2045 โดยแทนที่จะสร้างเมืองในแนวราบ พวกเขาจะดึงเอาเมืองมาเรียงซ้อนกันในแนวตั้งและทอดยาวออกไปเป็นเส้นตรง มีฟาซาดทั้งสองฟากเป็นกระจก ภายในจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด ไร้รถยนต์ ไร้น้ำมัน ไร้คาร์บอน สามารถเดินทางจากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่งของตึกได้ภายในเวลา 20 นาที ซึ่งทั้งน่าตื่นเต้นและน่าหวั่นใจไม่แพ้กัน (หนึ่งในท็อปคอมเมนต์ทางยูทูบแซวว่า “นี่เหมือนกับฉากเปิดของหนังไซ-ไฟ ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายในเวลาต่อมา”)

และสำหรับโปรเจกต์ล่าสุดนี้ มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ดกล่าวว่า “TROJENA จะให้นิยามใหม่ของการท่องเที่ยวบนภูเขา ด้วยการสร้างสถานที่แห่งใหม่บนฐานคิดเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเน้นย้ำความพยายามของเราในการอนุรักษ์ธรรมชาติและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนในประเทศ อันไปด้วยกันกับเป้าหมายพัฒนาประเทศภายในปี 2030 ทั้งยังยืนยันคำมั่นสัญญาของเราในการเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องดูแลสิ่งแวดล้อม” (ขณะที่กรีนพีซไม่เห็นด้วยกับโปรเจกต์นี้อย่างแรง มองว่ามันฝืนธรรมชาติ อันตราย และอาจก่อให้เกิดผลกระทบกับโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง) และอย่างที่เขากล่าว ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งในแผนพัฒนาชาติของซาอุดิอาระเบีย หลังจากที่ต้องเจอกับความผันผวนของราคาน้ำมันที่ทำให้ขาดดุลการค้าสูงถึง 9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปี 2014 จนทำให้มีการปรับยุทธศาสตร์ชาติ ภายใต้แผน Vision 2030 ที่จะพลิกโฉมประเทศใหม่หมด พยายามลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน และส่วนหนึ่งนั้นก็จะมาจากธุรกิจการท่องเที่ยวนั่นเอง