อาณาจักรบุญรอดบริวเวอรี่ หลังบริษัทประกาศแต่งตั้งให้ "ภูริต ภิรมย์ภักดี" ขึ้นตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บุญรอดบริวเวอรี่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพูดคุยกับภูริตในงานแถลงข่าวรายการ Shark Tank Thailand ซีซั่น 3 ที่ภูริตได้มาร่วมงานในฐานะเป็น 1 ใน 5 ของชาร์ก กับภารกิจที่ต้องทำหลังขึ้นรับตำแหน่ง
จัดระเบียบ 159 บริษัท
เดิมภูริตดูแล รับผิดชอบธุรกิจเพียง 20 บริษัท แต่หลังขึ้นรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บุญรอดบริวเวอรี่ต้องภาพรวมธุรกิจบริษัททั้งหมดกว่า 159 บริษัท ในเรื่องการบริหารงานทั้งหมด ภูริตบอกว่าไม่สามารถทำเองเพียงคนเดียวได้ ตอนนี้จึงต้องจัดระเบียบดูว่าใครเหมาะสม เป็นการกระจายงานมากกว่า
ผลักดัน big data
สถานการณ์โควิดทำให้เรียนรู้ว่าจะต้องปรับตัวให้เร็ว พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น โดยจะไม่ยึดติดแต่กับอะไรเดิมๆ ช่องทางไหนสามารถขยายได้ก็จะไป เป็นการเปลี่ยนความคิดการทำงานใหม่ทั้งหมด
ภูริตได้เข้ามาสืบทอดธุรกิจครอบครัวเป็นเวลา 19 ปี เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนธุรกิจ ทำหน้าที่ดูแล ทำการตลาดสินค้าหลายตัว เช่นน้ำดื่มสิงห์ น้ำแร่เพอร์ร่า รวมถึงเปิดตลาดเครื่องดื่มเซ็กเม้นต์ใหม่อย่าง สิงห์ เลมอน โซดา ที่ได้รับผลตอบรับดีมาก เติบโต 200% ในเวลาไม่นาน
ภูริตบอกว่าความสำเร็จของ “สิงห์ เลมอน โซดา” มาจากประสบการณ์ที่เราเรียนรู้ลองผิดลองถูกในการทำสินค้าใหม่ นำมาต่อยอด เป็นอีกสินค้าที่เราภูมิใจ ซึ่งเราโตขึ้น วิธีการทำงานต่างๆ เราได้ใช้บิ้กดาต้ามาประมวลผล ทำวิจัย ประกอบการตัดสินใจ ควบคู่ไปกับประสบการณ์ที่สั่งสมมา ทำให้ประสบความสำเร็จ”

เน้นหาพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ
เห็นได้ว่าสิงห์เป็นองค์กรที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ และไม่ยึดติดว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดีแล้ว ไม่หยุดพัฒนาสินค้าและบริการ หรือสรรหาวิธีการและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการขายและการตลาด โดยคอยมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อมาต่อยอดในการทำธุรกิจ หนึ่งในนั้นคือการหาพันธมิตร
ที่ผ่านมาจึงเห็นสิงห์ได้เข้าไปขยายธุรกิจร่วมมือกับพันธมิตรเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้าง New S-Curve ให้กับธุรกิจ ตัวอย่างหนึ่งในความร่วมมือกับ OR เพื่อลุยตลาดเครื่องดื่ม RTD เป็นการต่อยอดจุดแข็งของทั้ง 2 ฝ่าย
โดยภูริตมองว่า “เราไม่จำเป็นที่จะต้องกินรวบคนเดียว ซึ่งเราไม่ได้มองแค่กำไร แต่มองถึงโอกาสการพัฒนาศักยภาพของคนในประเทศ รวมถึงคนในองค์กรของเราจะทำให้เค้าเก่งขึ้น”
โดยหลักคิดการทำงานของภูริตได้บอกว่า “คนเรามีเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมง อยู่ที่ว่าจะจัดสรรยังไง ผมใช้เวลา 1 วันให้คุ้มค่า ทั้งการทำงาน และการใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ ถ้าเราช้า คู่แข่งก็จะแซงเราได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ ทำทุกวันให้เหมือนวันสุดท้ายของชีวิต แล้วคุณจะได้อะไรมากกว่าที่เคยเป็น”